[CS] IS: 10 Orders #00 Foreword; "Don't leave me"

posted on 27 Jul 2012 02:58 by windalche in fic directory Fiction

*จากโครงการโรงเรียนลูกบาศก์

 


 

 

10 orders prompt challenge
@ Cubic Fandom – Alternate Universe; 1110
cs. 1110. pg-15. au, angst. bl alert. 

 

 

 

00. Foreword; “Don’t leave me”

 

 

 

...ทำไม 

ถึงทิ้งข้าไว้เพียงลำพัง... 

 

 

 

ท้องฟ้ายามนี้สว่างสดใส

            เสียงไชโยโห่ร้องต้อนรับนายเหนือแห่งแผ่นดินที่เพิ่งเดินทางกลับจากศึกใหญ่ดังกึกก้อง ประสานกับบทเพลงรื่นเริงจากนักดนตรีที่เล่นรับกันเป็นจังหวะ เด็กน้อยทั้งชายและหญิงรับดอกไม้จากเจ้าของร้านสาวมาโปรยให้กลีบสวยล่องลอยไปตามแรงลม ส่งกลิ่นหอมหวานเยี่ยงชัยชนะที่เพิ่งได้รับให้กำจายไปทั่วอาณาบริเวณ

            บรรยากาศในเมืองเต็มไปด้วยความเริงรื่น

            ก่อนหน้านี้ ทั่วทั้งอาณาจักรเต็มไปด้วยความอึดอัดและกระอักกระอ่วน เมื่อจู่ๆ หนึ่งในสองกษัตริย์ก็ควบม้านำทัพพร้อมรบมุ่งหน้าไปยังเมืองทางเหนือตั้งแต่เมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว เหตุเกิดจากความขัดข้องของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน และเมื่อการเจรจาทางการทูตครั้งล่าสุดไม่ประสบผลสำเร็จ จึงเกิดสงครามขึ้น

            ชัยชนะครั้งนี้นอกจากจะพาความสงบสุขกลับมา จึงยังพ่วงผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่มาคู่กัน

            ทั้งที่ผลลัพธ์ที่ออกมานับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี แต่สีหน้าของนายทหารร่วมทัพกลับมีแต่ความโศกเศร้า

            สงครามไม่เคยให้ใครได้แต่ผลประโยชน์ แม้จะเป็นฝ่ายชนะก็ใช่ว่าจะมีแต่ได้กับได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องมีคนที่เสียใจให้กับชีวิตที่เสียไปในการรบ ไม่ว่าใครคนนั้นจะเป็นเพียงทหารชั้นปลายแถวหรือผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ในแดนดิน

            ทว่าชีวิตที่เสียไปครั้งนี้นั้นแสนสำคัญเกินจะทนรับไหว

            ชีวิตที่เสียไปถูกเคลื่อนย้ายกลับมายังบ้านเกิดอย่างเงียบเชียบผิดกับตำแหน่งที่เจ้าตัวมีในครอบครอง ไม่มีชาวบ้านแม้สักคนระแคะระคายถึงการจากไปของอีกหนึ่งชีวิต มีเพียงชาววังทั้งข้าราชการและนางกำนัลที่รับรู้ บัดนี้ ร่างไร้วิญญาณของแม่ทัพหนุ่มนอนนิ่งอยู่กลางโถงวัง ผิวซีดเซียวไร้สีเลือดโผล่พ้นเกราะที่เกรอะไปด้วยคราบสีแดงดำแห้งกรัง รูปหน้าหล่อเหลาแลดูขาวจัดตัดกับเส้นผมสีดำสนิทที่ถูกปล่อยสยาย ผิดกับเวลาปกติที่เจ้าตัวมักมัดรวบเอาไว้อยู่เสมอ สองมือถูกวางประสานกันไว้เหนืออก เมื่อมองเพียงผิวเผินแล้วราวกับว่าเขาเพียงแค่หลับไปเท่านั้น

            แต่มันคือการหลับไหลอันยาวนาน – ห้วงนิทราชั่วนิรันดร์

            บรรดาข้ารับใช้สาวเห็นภาพดังกล่าวก็ถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ พวกนางปล่อยให้หยาดน้ำแห่งความโศการ่วงกราวราวทำนบพัง เสียงสะอื้นไห้ดังให้ได้ยินอยู่ไม่ขาดช่วง ยิ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับบรรดานายทหารที่ต้องเห็นแม่ทัพของตนเสียชีวิตไปตรงหน้า

            เพียงชั่วเสี้ยววินาทีที่พวกเขาคิดว่าทุกอย่างจบลงแล้ว

            ชัยชนะที่เฝ้ารอตกเป็นของพวกเขา

            ร่างของสรณ์ปราชญ์ รัตติครอง ผู้เป็นแม่ทัพ คนที่ก่อนหน้านี้ยังฉีกยิ้มกว้าง ตะโกนก้องด้วยเสียงฮึกเหิมว่า “กลับบ้านเรา!” ก็ล้มลงต่อหน้าต่อตา

            สาเหตุมาจากแผลธนูขนาดเล็กบริเวณช่วงท้องที่เขาโดนเนื่องจากเอาตัวเข้ากันแทนมหาจักรพรรดิผู้เป็นนายเหนือ ซึ่งหากมันเป็นเพียงธนูธรรมดาก็คงไม่มีอันตรายถึงชีวิต ผิดแต่มันถูกอาบด้วยยาพิษชนิดรุนแรง ที่เมื่อใดได้ออกฤทธิ์แล้ว คนผู้นั้นก็เหลือเวลาเพียงไม่กี่นาทีที่จะมีลมหายใจต่อไป

            ชีวิตของสรณ์ปราชญ์จึงจบลงด้วยประการฉะนั้น

            บัดนี้ อดีตแม่ทัพใหญ่ได้แต่นอนรอเวลาทำพิธีอย่างเป็นทางการให้สมกับตำแหน่งและศักดิ์ศรี ความดีความชอบของเขามีมากมายเพียงใดไม่ว่าใครในอาณาจักรแห่งนี้ต่างรู้ดี นั่นทำให้สีหน้าของสองกษัตริย์ไม่สู้ดีนัก ทั้งสองยืนอยู่คนละข้างศพของสรณ์ปราชญ์ ดวงตาทอดมองร่างของข้ารับใช้ผู้จงรักภักดีที่ไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินอีกต่อไปด้วยความอาดูรอยู่ลึกๆ

            ทว่า ด้วยยศฐาที่มีอยู่ในครอบครอง พวกเขาไม่อาจแสดงความรู้สึกออกไปได้มากกว่านั้น แม่ทัพไม่สามารถแสดงความอ่อนแอให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเห็นได้เช่นไร กษัตริย์ยิ่งต้องกล้ำกลืนเก็บความรู้สึกไว้มากกว่าเป็นหลายเท่าตัว

            “น่าเสียดายนะครับ...”

            เสียงเปรยหลุดลอดริมฝีปากได้รูปของหนึ่งกษัตริย์ผู้กุมอำนาจภายใน เรียกสายตาของอีกกษัตริย์ผู้เชี่ยวการศึกให้เบือนจากร่างขาวซีดเบื้องหน้าไปมองสบบุรุษที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามแทน

            อนิวรรต วสุธาธาร – องค์มหาราชา – ขยับมือจับเส้นผมสีดำลื่นของร่างไร้วิญญาณอย่างแผ่วเบา ก่อนจะปล่อยให้มันเลื่อนหลุดจากฝ่ามือไปอย่างง่ายดาย “สรณ์ปราชญ์เป็นคนดีอย่างหาตัวจับยาก”

            “คนดีมักตายไว” เป็นคำตอบสั้นๆ จากก้าวกาญจ์ เล็งไกรศร เจ้าของสมญามหาจักรพรรดิ

            มหาราชาหัวเราะเสียงเบา เป็นเสียงหัวเราะที่แฝงเอาไว้ด้วยความเศร้า “คนดีสิ้น แต่ความดีของเขาไม่สิ้นตาม คนที่ยังมีชีวิตจะได้เล่าขานเรื่องราวของเขาสืบไป” หยุดเว้นจังหวะชั่วครู่ “แต่ในขณะเดียวกัน ความทุกข์ใจของคนที่ยังอยู่ก็คงไม่หายไปง่ายๆ ยิ่งเป็นคนดีเท่าไหร่ คนยิ่งอาลัยเท่านั้น”

            “นั่นก็เป็นเรื่องที่คนเป็นต้องจัดการ... ถ้าคนตายพูดได้คงอยากบอกให้รีบลืม”

            “ปัญหาคือคนตายพูดไม่ได้ และคนเป็นอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการยอมรับ ข้าล่ะเป็นห่วงครอบครัวของสรณ์ปราชญ์จริงๆ ครับ เขามีกันเพียงสี่พี่น้อง และครอบครัวของเขาก็มีเขาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวอีกด้วย อีกอย่าง... ยังมีเรื่องของกันต์กวี”

            คราวนี้ไม่มีคำวิจารณ์ใดๆ ตอบกลับมาจากก้าวกาญจ์อีก กษัตริย์หนุ่มเพียงแต่เบือนสายตามองไปในหมู่ข้าราชบริพารที่ยืนล้อมพวกเขาอยู่ เป็นเวลาพอดีกับที่เงาร่างหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนแทรกกลุ่มคนเหล่านั้นออกมา สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าอ่อนเยาว์ผิดกับวัยซึ่งฉายแววตระหนกอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แน่ล่ะ ใครๆ ต่างก็รู้ดีว่าราชทูตหนุ่มนาม กันต์กวี รวีเรืองรองคนนี้แสดงอารมณ์น้อยนิดอยู่เป็นนิจ ยกเว้นแต่เวลาที่ได้อยู่กับใครบางคน

            ใครบางคนที่บัดนี้ไม่มีโอกาสได้เรียกรอยยิ้มจากกันต์กวีอีกต่อไป

            “ศร...” เสียงครางผะแผ่วหลุดลอดริมฝีปาก กันต์กวีกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปยืนอยู่ข้างศพของแม่ทัพหนุ่มที่ตำแหน่งฝั่งเดียวกันกับอนิวรรต ก้าวกาญจ์สังเกตเห็นร่องรอยความสับสนที่พาดผ่านบนใบหน้าของอีกฝ่าย เช่นเดียวกับจังหวะที่นัยน์ตาคู่นั้นไหววูบยามที่นิ้วมือสัมผัสกับผิวกายเย็นเฉียบของร่างตรงหน้า

            ชั่วขณะหนึ่ง เขาคิดว่ากันต์กวีกำลังจะร้องไห้

            ทว่าราชทูตหนุ่มกลับทำเพียงชักมือกลับมากำไว้แน่น เม้มปากบางจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะยืนนิ่ง ทอดสายตามองไปยังใบหน้าของเพื่อนสมัยเด็กอยู่เนิ่นนาน

            ก้าวกาญจ์จับจ้องบุคคลใต้อาณัติของตนอยู่พักใหญ่ รู้สึกแปลกใจไม่ใช่น้อยกับปฏิกิริยาของคนตรงหน้า สรณ์ปราชญ์สำคัญสำหรับกันต์กวีมากแค่ไหนไม่ว่าใครในวังก็ล้วนแล้วแต่ประจักษ์ สำคัญมากพอที่จะทำให้ก้าวกาญจ์เชื่อสนิทใจว่าเขาคงได้เห็นน้ำตาของกันต์กวีแน่หากอีกฝ่ายรู้ถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากสงครามครั้งนี้ การที่เขาไม่เห็นน้ำตาแม้สักหยดจึงเป็นเรื่องที่ชวนให้ประหลาดใจอยู่เล็กน้อย

            เป็นเวลานานกว่าที่เขาจะรู้สึกถึงสัมผัสจากฝ่ามือของอีกหนึ่งกษัตริย์ เมื่อหันไปมองรอบกายก็พบว่าไม่เหลือใครอยู่ในอาณาบริเวณนั้นอีกแล้ว มีเพียงเขา อนิวรรต และกันต์กวีที่ยังคงยืนอยู่เคียงข้างร่างของสรณ์ปราชญ์อย่างไม่มีทีท่าว่าจะขยับไปไหน

            “พวกเราไปกันเถอะครับ...”

            เสียงกระซิบแผ่วเบามาจากอนิวรรต สายตาของคนพูดวางนิ่งอยู่ที่กันต์กวีเช่นเดียวกับสายตาของก้าวกาญจ์ ไม่มีคำพูดใดหลุดลอดตอบกลับ มีเพียงอาการขยับตัวหันหลังให้กับภาพของหนึ่งคนหนึ่งร่างไร้วิญญาณและการก้าวเท้าจากที่แห่งนั้นไปอย่างเงียบเชียบที่เกิดขึ้นตามมาแทนการตอบรับ

            เมื่อไม่เหลือใครในบริเวณนั้นอีก

            น้ำหยดหนึ่งจึงหล่นลงกระทบฝ่ามือขาวซีดไร้สีเลือดอย่างแผ่วเบา

 

 

 

‘อย่าปล่อยปละละเลยลูกน้องนักล่ะครับ’

            เป็นถ้อยคำทิ้งท้ายจากอนิวรรต ก่อนที่มหาราชารูปงามแห่งอาณาจักรจะจากเขาไปหลังถูกองครักษ์ชุดขาวตามตัว

            แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่ก้าวกาญจ์รู้ดีว่าลูกน้องที่อนิวรรตกล่าวถึงนั้นตั้งใจจะสื่อถึงใครเป็นพิเศษ จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากกันต์กวี รวีเรืองรอง เอกอัครราชทูตคนสำคัญ หนึ่งในข้าราชบริพารระดับสูงที่ขึ้นตรงต่อเขา – ก้าวกาญจ์ เล็งไกรศร มหาจักรพรรดิผู้ปกครองดูแลด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

            อันที่จริง แม้อนิวรรตไม่กำชับ แต่ก้าวกาญจ์ก็รู้ตัวเขาดีว่ามีหน้าที่ต้องทำอะไร

            หัวใจของการปกครองใช่มีเพียงความสามารถ ความเอาใจใส่ก็เป็นเรื่องสำคัญ ไม่มีใครในโลกนี้ยินดียอมทำงานชนิดถวายหัวให้นายเหนือหัวที่ไม่เคยสนใจสารทุกข์สุขดิบของลูกน้องอยู่แล้ว

            กันต์กวีเองก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล หากจะให้พูดไปแล้ว ก้าวกาญจ์ก็เห็นราชทูตคนนี้ตั้งแต่วันแรกที่เขาก้าวเข้ามาทำงานในวังด้วยตำแหน่งคนส่งสาร เห็นทุกหยาดเหงื่อแรงกายที่แสดงถึงความมานะอดทนจนกระทั่งชายหนุ่มไต่เต้าขึ้นมาถึงตำแหน่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนที่ไม่มีเส้นสายใดๆ จะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี อาจเป็นเพราะ ‘แรงใจ’ ของกันต์กวีมักอยู่ข้างเขาเสมอไม่เคยขาดจึงทำให้เขาไม่เคยคิดท้อถอยแม้จะเจออุปสรรคมากมายเพียงไหน

            สรณ์ปราชญ์ รัตติครอง 

            อดีตแม่ทัพผู้เป็นที่รักของทุกคน เขาติดสอยห้อยตามบิดาเข้าวังมาตั้งแต่อายุยังน้อย ในสมัยที่แผ่นดินแห่งนี้ยังคงถูกปกครองด้วยกษัตริย์องค์เก่า จนกระทั่งเวลาล่วงผ่าน เด็กชายกลายเป็นเด็กหนุ่ม เติบโตเข้าสู่วัยฉกรรจ์ และกลายมาเป็นแม่ทัพผู้ขึ้นตรงต่อก้าวกาญจ์ซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นมาเป็นนายคนใหม่ได้เพียงไม่นาน แต่สรณ์ปราชญ์ก็มอบความจงรักภักดีให้เขาไม่น้อยไปกว่าที่เคยมอบให้กษัตริย์องค์ก่อน

            “ถึงคราวสิ้นยุค ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามชะตา หมดยุคคนเก่า ให้คนใหม่เข้ามาปกครอง เพื่อขับเคลื่อนอาณาจักรต่อไปเป็นวงล้อที่ไม่มีสิ้นสุด บิดาของกระหม่อมเคยกล่าวเช่นนั้น... กระหม่อมจึงไม่นึกโกรธเคืองท่านและท่านอนิวรรตที่ล้มล้างอำนาจเก่า หากวันใดท่านถูกปองร้าย ขอจงมั่นพระทัยว่ากระหม่อมจะไม่มีวันหันหลังให้ คมดาบใดที่หวังปลิดชีพท่าน กระหม่อมจะขอรับแทนทั้งหมดเอง”

            สรณ์ปราชญ์เคยบอกเขาเช่นนั้น

            มาวันนี้ เขาได้ทำตามที่เคยลั่นวาจา รับพิษร้ายแทนผู้เป็นนาย จนตัวเองดับชีวิตไปจากโลกนี้

            ใช้ชีวิตแลกชีวิต เพื่อขับเคลื่อนกงล้อให้หมุนต่อไป

            โดยทิ้งคนสำคัญของตนเองไว้เพียงลำพัง

            นั่นทำให้ก้าวกาญจ์ยิ่งรู้สึกว่าเขาไม่อาจทิ้งกันต์กวีให้อยู่เผชิญกับความโศกเศร้าแต่เพียงผู้เดียวได้ แม้อาจดูไม่ใช่วิสัยของเขานัก แต่กันต์กวีก็เป็นทั้งลูกน้องคนสนิทของเขาและเป็นคนสำคัญของลูกน้องที่เพิ่งสิ้นชีพแทนเขาไป หากเขาจะปล่อยปละละเลย ไม่เหลียวแลแม้สักนิดดังที่เคยทำก็เห็นจะเป็นการไม่เหมาะสมนัก

            ด้วยเหตุนั้น แม้นาฬิกาจะตีบอกเวลาเที่ยงคืนดังก้องไปทั่วทั้งทางเดินอันมืดสนิทแล้ว แต่มหาจักรพรรดิหนุ่มก็ยังคงสาวเท้ามุ่งตรงไปยังที่ตั้งศพเพื่อดูอาการของกันต์กวีที่ไม่มีใครเห็นว่าจะยอมขยับตัวไปไหนตั้งแต่เย็น

            ศพของสรณ์ปราชญ์ยังคงอยู่ที่เดิม – บริเวณโถงใหญ่ของวัง – หากแต่ห้องโถงในเวลานี้ถูกตกแต่งด้วยสารพัดดอกไม้สีขาวสะอาดและประดับด้วยธงสัญลักษณ์ประจำชาติที่เปลี่ยนพื้นเป็นสีดำไว้อย่างเรียบร้อย เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับพิธีฝังศพที่จะมีขึ้นในพรุ่งนี้ บริเวณที่ตั้งร่างไร้วิญญาณถูกตีกรอบล้อมเป็นพื้นที่ขนาดเล็กเพื่อกันไม่ให้มีใครมายุ่งวุ่นวาย ทว่าที่ตรงนั้นก็ยังคงมีกันต์กวีนั่งนิ่งอยู่ดี

            ก้าวกาญจ์หยุดเท้ากึกในทันใด

            จากมุมที่เขายืนอยู่สามารถมองเห็นเสี้ยวหน้าของกันต์กวีได้แม้จะอยู่ในความมืด เนื่องจากแสงจันทร์นวลผ่องที่ลอดผ่านหน้าต่างได้ตกลงกระทบใบหน้าของราชทูตหนุ่มพอดิบพอดี ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่รู้สึกเลยสักนิดว่ามีคนอื่นนอกจากเขาอยู่ ร่างที่นั่งอยู่นั้นจึงไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนแต่อย่างใด

            ใบหน้าอ่อนเยาว์ดูอิดโรย

            มีร่องรอยของการร้องไห้อย่างต่อเนื่องฉายชัด

            เขาได้แต่นิ่งเงียบ

            เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทว่าก้าวกาญจ์ก็ยังไม่คิดที่จะก้าวเดินออกไปจากที่แห่งนั้น

            ดวงแก้วสีนิลกาฬจับจ้องไปยังราชทูตหนุ่มไม่วางตา

            ครั้นแล้ว เขาก็ได้ยินเสียงหนึ่งกระซิบมาตามลม เป็นเสียงอันแหบแห้ง แผ่วเบา และสั่นเทา เจือไปด้วยความเจ็บปวดอย่างเหลือคณาที่แทรกปนมากับน้ำเสียง

            “เจ้าบอกข้าว่าเจ้าจะกลับมา...”

            ต้นเสียงยังคงนั่งนิ่ง ใบหน้าก้มต่ำ คางชิดอก

            “นั่นสินะ...”

            ฝ่ามือทั้งสองที่กำมืออันเย็นเยียบของสรณ์ปราชญ์เอาไว้กำแน่นขึ้น ราวกับว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมาโต้ตอบกับเขาได้อีกครั้ง

 

 

 

...เจ้าไม่ได้บอกข้าว่าจะกลับมาทั้งที่ยังมีลมหายใจ

 

 

 

            ก้าวกาญจ์ไม่ได้ยืนตรงนั้นอีก

            เขาหันหลังและเดินจากไป ปล่อยให้เหลือเพียงสองร่างที่จะมีโอกาสได้อยู่เคียงกันคืนนี้เป็นครั้งสุดท้าย

 

 

 

...มีเพียงเสียงสะอื้นที่ยังคงดังก้องในความเงียบงันแห่งราตรีอันเป็นนิรันดร์...

 

 

 

NEXT.

 

----------------------------------------------------------...

postscript;
ก่อนอื่น...

1110กลับมาแล้วค่ะ! :D
(คราวนี้กลับมาแบบถูกเพศด้วยนะ ฮาา)

เผื่อใครลืม(?)กันไปแล้ว บักวินน์ ผปค.กันต์กวี ครูอังกฤษชั้นม.4 เองค่ะ หายหน้าหายตาไปนานเลย ; w ;) กลับมาก็ถึงรุ่น 5 กันแล้ว (เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ)

ช่วงที่ผ่านมาชีวิตยุ่งเหยิงมากค่ะ จัดระเบียบไม่ได้เลย บวกกับความขัดแย้งในจิตใจหลายๆ อย่าง (ฮา) ห่างจากการเขียนไปก็เป็นปีๆ ได้แล้ว พอกลับมาเขียนอีกทีก็ไม่ถูกใจ แต่ความคิดถึงคู่นี้รรลบ.มันมีมากกว่า เลยปัดฝุ่นพล๊อตเก่าเก็บมาเขียน ยังไงถ้าตรงไหนประหลาดก็ขออภัยย้อนหลังและรบกวนตักเตือนด้วยนะคะ เรากำลังพยายามเคาะสนิมอยู่อย่างสุดความสามารถ (ฮา)

กลับมาทั้งทีก็ยังไม่ใช่เนื้อเรื่องหลัก เอา IS ก่อนละกันเพราะเขียนง่ายกว่า 555 นี่เป็นหนึ่งในซีรี่ส์วังม่วงที่อยากจะเขียน คือเริ่มตั้งแต่ศรตายกันเลยทีเดียว เราเอา prompt challenge จากคอมมูใน LJ มาใช้ต่อเรื่อง มันมีทั้งหมด 10 อัน แต่เราคงรวบสองอันมาเป็นหนึ่งตอน เพราะฉะนั้นโดยรวมๆ แล้วก็คงมีประมาณ 5 ตอนแหละค่ะ ...ได้แต่หวังว่าจะเขียนจบ 555
ส่วนเนื้อเรื่องหลักในส่วนของกันต์กวีน่าจะอิ่มตัวไปตั้งแต่ปีก่อนแล้วล่ะ ติดแต่ว่าไม่ได้เขียนก็เลยค้างเติ่ง 555 ไว้(อาจ)จะมาทำเอนทรี่ย์สรุปอีกทีค่ะ (ส่วนเรื่อง 1110 จะ official ไหมนี่ไม่มีในเอนทรี่ย์สรุปนะ เรายังไม่ได้คิดถึงเนื้อเรื่องในโรงเรียนต่อเลยค่ะ 555)

ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวอีกครั้งทั้งกับรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ด้วยนะคะ

แล้วจะพยายามเอาตอนต่อไปมาอัพให้ได้ค่ะ (แต่จะนานเท่าไหร่ไม่แน่ใจ 555)