[CS] MS: ACUTE

posted on 26 Oct 2009 15:50 by windalche  in ms

* จากโครงการโรงเรียนลูกบาศก์ ปีการศึกษา 2552/1
** ยาวนะฮะ (แต่มีสรุปอยู่ข้างล่างน้อ)

 

 

Cubic School: Main Story

 

 

ACUTE
0909xx. pg. mild angst. cubic school project.
characters: กวี, ครูเคน, ต้น (oc), เกลียว (oc)

 

 

[ซ้ำรอย]

 

...ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ...

 

 

            ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มมืด ลมอุ่นชื้นพัดผ่านต้องผิวเนื้อ อาจเป็นเพราะเย็นแล้ว หรือเพราะเมฆฝนกำลังก่อตัว แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ทำให้บริเวณรอบตัวเขามีคนน้อยกว่าที่เคย

            แทบเรียกได้ว่าไม่มีใคร

            กันต์กวีจับสายสะพายกระเป๋าของตัวเอง แหงนหน้าขึ้นมองฟ้า ยกมือขึ้นแตะลม รอ รอ และรอ ว่าจะมีฝนสักเม็ดหยดลงมาหรือไม่ เมื่อไม่พบจึงผันหน้ากลับมองตรง กลับไปเหม่อ เหม่อ และเหม่อแทน

            เสมือนความคิดทั้งหมดทั้งปวงติดขัด ลมหายใจขัดข้อง ทำอะไรก็ไม่สะดวก จึงตัดสินใจที่จะอยู่เฉยๆ แทน

            เขายังคงยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียนลูกบาศก์ รอใครสักคนที่ประกาศกร้าวว่าจะมารับทุกเย็น แต่เพราะที่ทำงานอยู่ไกลจากโรงเรียนมาก อีกฝ่ายจึงมารับเขาเสียเย็นย่ำทุกวัน

            ถ้าเป็นปกติ กันต์กวีคงเดินขึ้นรถเมล์กลับบ้านเองไปแล้ว ถึงต้องเสียอารมณ์เถียงกับคนรับ แต่อย่างน้อยก็ไม่เสียเวลา หากวันนี้อารมณ์ของเขากลับไม่คงที่ และรู้สึกไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น... ไม่แม้แต่กลับบ้าน

            คำพูดที่ได้ยินเมื่อเลิกเรียนยังคงดังก้องอยู่ในหัว

            ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า... ราวมีมือที่มองไม่เห็นคอยฉายซ้ำ

 

 

ผมจะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นครับ

 

 

            ในความเป็นจริง น้ำเสียงของคนพูดไม่ดังนัก แต่ในความรู้สึกของกันต์กวี เหมือนกับว่าเขาเพิ่งโดนตะโกนกรอกหูก็ไม่ปาน

 

 

เรียนต่อ...?

 

 

            วินาทีนั้น อนิวรรต วสุธาธาร คนที่เขาเคยเห็นหน้าทุกวันที่มาทำงาน กลับกลายเป็นเพียงภาพลางเลือนขึ้นมาชั่วขณะ

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสมองของเขาที่ยังประมวลผลตามไม่ทัน หรือภาพอนาคตที่เขาจะไม่เห็นคนข้างหน้าอยู่ในห้องพักครูอีกต่อไปแล้วแวบขึ้นมาในหัว

 

 

...หรือเพราะภาพของเพื่อนคนสำคัญที่ปรากฏขึ้นในห้วงคำนึงอย่างฉับพลัน...

 

 

            ครูแนะแนวคงสังเกตเห็น อีกฝ่ายเป็นคนที่มองเห็นสิ่งรอบตัวได้ไวอยู่แล้ว เขาจึงอธิบายเพิ่มเติมพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า... อบอุ่นอย่างเคย

            กันต์กวีรับฟัง นึกอะไรไม่ออกแม้สักอย่าง ปากก็ไม่ขยับดังที่คิด ทั้งที่ในใจมีคำถาม แต่กลับไม่กล้าที่จะกล่าว

 

 

...ทำไม

 

 

            เขารู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์จะถาม

 

 

เพราะอย่างนั้น... ถ้าผมจะขอรบกวนเวลาของครูกวี จะได้ไหมครับ

ค... ครับ แต่ผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่าจะช่วยอะไรคุณได้มากไหม...

อนิวรรตเพียงแต่คลี่ยิ้มบาง

 

 

            เขาลังเล เขาสับสน เขาว้าวุ่น

            ภาพอดีตซ้อนทับกับภาพปัจจุบันให้มั่ว ยิ่งมองคนตรงหน้า กันต์กวียิ่งอยากจะหลับตา ปิดประสาทการมองเห็นของตัวเองให้สิ้น ไม่รับรู้ถึงรอยยิ้มที่ชวนให้นึกถึงคนในความทรงจำ

            แต่สิ่งที่เขาทำกลับมีเพียงการกระพริบตา และผันหน้ากลับมามองอีกฝ่ายตรงๆ อย่างที่ไม่ค่อยทำ และเป็นฝ่ายเปิดปากพูดขึ้นก่อน หลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมอยู่แสนนาน

 

 

แน่ใจแล้วหรือครับ

ครับ

คำตอบรับทำให้เขายิ่งใจหาย

รู้ดี... ว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

ผมตัดสินใจแล้วครับ... ครูกวี

 

 

            เขาปล่อยให้ความเงียบปกคลุมอีกพักใหญ่

            และในวินาทีต่อมา ความรู้สึกที่เคยมีเหตุผลควบคุมอยู่เบื้องบนมาตลอดก็ทำการทรยศ เขาจึงขยับปากโดยไม่ทันได้คิด

 

 

ย...

 

อย่าไป?

 

เขาเป็นใครถึงมีสิทธิ์ห้าม

 

 

            ความคิดต่อมาทำให้เขาชะงัก ปิดปากสนิท และหลบสายตาอีกฝ่ายเช่นเคย

 

 

ครูกวีครับ

ขอโทษครับ ผมขอตัว...

 

 

            เขาเดินจากอีกฝ่าย มุ่งตรงไปยังห้องสมุดโดยที่ไม่คิดแม้แต่จะฟังเสียงทัดทาน

            กันต์กวีอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ ในมุมห้องสมุด แต่ทั้งๆ ที่มีหนังสืออยู่ในมือ ห้วงคิดของเขากลับไม่อยู่ที่ตัวอักษรตรงหน้าแม้แต่ตัวเดียว นั่งเหม่ออยู่แบบนั้นจนกระทั่งครูบรรณารักษ์เก็บของเตรียมกลับบ้าน เขาจึงบอกลาและเดินเตร็ดเตร่อยู่รอบโรงเรียน

            เขาไม่เห็นหน้าอนิวรรตอีก

            จนกระทั่งหกโมงเย็น กันต์กวีจึงเข้าห้องพักครู เก็บของ รับโทรศัพท์จากน้องชายที่บอกว่าจะมารับสายหน่อย และเดินเตร็ดเตร่อีกพักใหญ่จนจบลงที่ประตูหน้าโรงเรียน

            ซึ่งคือสถานที่ที่เขายืนอยู่ตอนนี้ เวลานี้

 

 

อีกครั้ง...

...เขากำลังจะเสียใครคนนั้นอีกครั้ง?

 

 

            กันต์กวีสะบัดความคิดดังกล่าวออก นึกก่นด่าตัวเองในใจที่เอาอนิวรรตไปเปรียบแทนกับสรณ์ปราชญ์ เพื่อนสนิทที่เสียไปเมื่อสิบปีก่อน เสร็จสิ้นเขาก็ยืนนิ่ง ปล่อยให้ลมเย็นพัดปะทะ

            ไม่มีเม็ดฝน มีแต่เมฆครึ้มที่ชวนให้หนาวใจ

            เมี้ยว

            เสียงร้องเหมียวดึงความสนใจของกันต์กวีได้ชะงัด เขาก้มลง พบแมวตัวเพรียวอยู่ที่ปลายเท้า มันใช้ดวงตากลมใสมองเขาพลางยกเท้าหน้ามาเขี่ยรองเท้าเบาๆ เห็นดังนั้นเขาจึงยอบตัวลง ยกมือขึ้นลูบหัวมันอย่างเบามือ

            กันต์กวีรู้สึกสงบลงอย่างน่าประหลาด

            ขนดำเชียว... คลุกฝุ่นมาล่ะสิเจ้าเหมียวไซ้กับมือเขาราวจะตอบรับ ขนที่เริ่มเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำเพราะโดนฝุ่นสัมผัสฝ่ามือเบาๆ

            ครูภาษาอังกฤษยิ้มบาง ถือโอกาสอุ้มมันขึ้นมา ...ผมควรจะทำยังไงดี

            รู้แก่ใจว่าทำอะไรไม่ได้

            แต่ก็ถามตัวเองแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            กวี

            เสียงทุ้มคุ้นหูเรียกให้เขาละสายตาจากแมวในมือ ภาพของนายทศพล รวีเรืองรองปรากฏต่อสายตา พร้อมกับที่อีกฝ่ายดึงแขนเขาขึ้นมาพลางคว้าแมวไปอุ้มไว้เสียเอง

            ต้น...

            ทำอะไรของนายเนี่ย เดี๋ยวก็โดนแมวข่วนเอาอีกหรอกบ่นขรมและปล่อยแมวขนขาวลงกับพื้น มันมองเขา ท่าทางเหมือนไม่พอใจ แต่แล้วก็กึ่งเดินกึ่งวิ่งหนีไป ทศพลจึงหันกลับไปมองญาติผู้พี่ของตัวเอง มองแล้วก็ต้องเลิกคิ้ว ถาม เป็นอะไรหรือเปล่า...

            ถ้าเป็นปกติเขาคงนิ่งเงียบก่อนบอกไปว่า เปล่านี่แต่เพราะวันนี้เป็นสถานการณ์ไม่ปกติ เขาจึงก้มหน้า ส่ายหัวเบาๆ และกล่าว

            ขอบคุณ...

 

 

ขอบคุณที่ยังอยู่ข้างๆ

 

 

 

[ตระหนัก]

 

...เขาเพียงแค่ไม่เคยยอมรับ...

 

 

            กันต์กวีกลับถึงบ้านในเวลาสองทุ่ม รวมอาบน้ำ ทานข้าว และทำกิจธุระส่วนตัวทั้งหลายด้วยแล้ว กว่าจะเสร็จก็ปาไปสองทุ่มครึ่ง และเขาจึงมานั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่นดังที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบัน

            แต่ทว่ากิจกรรมคลายกังวลของเขาก็กลับถูกขัดลงด้วยการมาเยือนของกิรนา รวีเรืองรอง น้องสาวตัวกวนที่หลังจากจบมหาวิทยาลัยก็ดูจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นบ้างจึงไม่มากวนเขาบ่อยเท่าแต่ก่อน หรือเป็นเพราะตอนนี้เธอมีงานต้องทำเป็นกิจจะแล้ว เขาเองก็สุดจะคาดเดา

            หญิงสาวยอบตัวลงนั่งบนพื้นข้างๆ เก้าอี้ที่เขานั่ง เธอทำเป็นดูโทรทัศน์อยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นจึงเปิดปาก

            ...เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ

            กันต์กวีเลิกคิ้ว หันไปมองหน้าน้องสาวด้วยความสงสัย แต่เธอเองก็ไม่ยอมสบตาเขา ยังคงมองโทรทัศน์ต่อไป

            เห็นเช่นนั้น เขาจึงตอบ ...เปล่านี่...

            เกลียวไม่เอาไปบอกใครหรอกค่ะ

            เขาปิดหนังสือ หันไปมองหน้ากิรนา คราวนี้เธอสบตา ความจริงจังฉายชัดในดวงแก้ว ทำให้เขาเสียเองที่ต้องเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีอีกครั้ง

            กิรนาเม้มริมฝีปาก เธอชั่งใจ ...เกี่ยวกับพี่เคนหรือเปล่าคะ

            เขาเลือกที่จะผงกหัวแทนการตอบรับด้วยคำพูด

            คนเป็นน้องสาวเงียบไปอีกพัก เปลี่ยนที่นั่งจากตรงพื้นมาเป็นบนโต๊ะรับรองที่อยู่เบื้องหน้ากันต์กวีแทน พี่ชาย บอกเกลียวเถอะนะ

            ...ครูเคนจะลาออกปีหน้า... แล้วไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น

            คำตอบที่ได้รับทำให้กิรนาถึงกับพูดไม่ออก เธอรู้ดีว่าพี่ชายเป็นคนคิดมาก แต่จะมีอยู่แค่ไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่ทำให้เขาถึงขั้นเหม่อลอยและทำตัวประหลาด หนึ่งคือเรื่องของสรณ์ปราชญ์ รัตติครอง เพื่อนคนสำคัญ และสองคือเรื่องของอนิวรรต วสุธาธาร... คนที่ทำให้กันต์กวีคิดถึงสรณ์ปราชญ์ได้ร่ำไป

            แต่กิรนาไม่คาดคิดเลยว่าเรื่องที่เกี่ยวกับอนิวรรตคราวนี้... จะเป็นข่าวการลาออก

 

 

คงเหมือนกับการลาจาก... อีกครั้ง

 

 

            เธอดึงมือของกันต์กวีมาจับไว้หลวมๆ

            โธ่ ถึงครูเคนจะออกไป แต่ก็ยังติดต่อกันได้อยู่นี่คะกิรนาพยายามใช้น้ำเสียงสดใส แย้มรอยยิ้มกว้างเหมือนที่เคยทำ เดี๋ยวนี้อินเตอร์เน็ตก็มี จดหมายก็ส่งข้ามประเทศกันสบายๆ นะคะพี่ ไม่เห็นต้องทำหน้าเศร้าขนาดนั้นเลย

            กันต์กวีนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ พี่... รู้สึกเหมือนตอนนั้น

            หญิงสาวชะงัก

            ...วันที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่า... พี่จะไม่ได้เห็นหน้าศรอีกต่อไปแล้ว

            ต่างคนต่างเงียบกันไปพักใหญ่

            กิรนารู้ดีว่ากันต์กวีคิดอย่างไรกับสรณ์ปราชญ์ แม้เจ้าตัวจะไม่เคยรู้ใจตัวเอง แต่เธอก็คาดหวังว่าสักวันเขาคงรู้ ระหว่างนั้น เมื่อเธอเห็นกันต์กวีที่เริ่มเอาภาพของสรณ์ปราชญ์ซ้อนทับกับอนิวรรต เธอจึงเริ่มกังวล

            ถ้าวันหนึ่ง พี่ชายของเธอเอาใครบางคนมาแทนใครอีกคน... วันนั้นคงเป็นใจของกันต์กวีเองที่จะเจ็บปวดกว่าใคร

            และตัวตนของสรณ์ปราชญ์ก็คงหายไป... เป็นการถาวร

            กิรนาไม่ต้องการให้มันเป็นแบบนั้น

            พี่คะ...

            นัยน์ตาสีเข้มสบลึกเข้าไปในดวงตาของกันต์กวี รู้ดีว่าเธออาจจะเป็นคนทำร้ายพี่ชายที่เธอรักกว่าใคร แต่เธอก็ไม่อยากปล่อยให้เรื่องมันค้างคาอีกต่อไปแล้ว

            เขาควรจะรู้ตัวสักที

            พี่... คงไม่ได้เอาพี่เคนมาแทนพี่ศรอยู่หรอกนะคะ

            กันต์กวีถึงกับสะอึกเมื่อได้ยินคำถามนั้น เขาใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะรวบรวมสติมาตอบคำถามของน้องสาวได้

            ...ครูเคนก็คือครูเคน ศรก็คือศร พี่ไม่เคยเอาใครมาแทนใคร...

            แล้วทำไมพี่ถึงต้องเสียใจขนาดนี้ล่ะ

            พี่แค่คิดถึงเมื่อตอนนั้น...เว้นช่วงไปครู่ใหญ่พลางหลับตา เหมือนกำลังพยายามกล้ำกลืนความเจ็บช้ำจากเหตุการณ์เมื่อครั้งที่เสียเพื่อนไป คงเพราะครูเคนทำให้พี่นึกถึงศรอยู่บ้าง พี่เลยคิดถึงมันขึ้นมา...

 

 

ทุกครั้งที่คิด ก็ยังเจ็บเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

 

 

            พี่คะ...

            หืม

            คนเป็นน้องเงียบเสียงไปพักใหญ่ เหมือนกำลังตัดสินใจครั้งสุดท้าย

            พี่... คิดยังไงกับพี่ศรกันแน่คะ

            ไม่มีคำตอบรับ มีเพียงความเงียบที่เข้าปกคลุม กิรนายังคงไม่หลบสายตา เธอสังเกตสีหน้าของกันต์กวี เห็นได้ชัดว่าคู่สนทนากำลังสับสนเพราะคำถามของเธอ

            น้องเกลียวหมายความว่าอ...

            เกลียวแค่ถามเฉยๆ ค่ะ พี่ชายจะไม่ตอบเกลียวก็ได้... แต่เกลียวอยากให้พี่ชายรู้สักทีเธอคลี่ยิ้มสดใส ทั้งที่ในใจกำลังร้องไห้ ถามใจตัวเองดูดีๆ นะคะ

 

 

แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร

คนที่ตายไปแล้ว... ก็ไม่มีวันย้อนคืนกลับมา

 

 

            กันต์กวีนิ่ง มองดวงตาของคนเป็นน้องสาว ทบทวนคำถามของเธอทั้งที่ยังไม่แน่ใจอะไรทั้งสิ้น และเหมือนยิ่งคิด ความคิดก็ยิ่งตีกันให้วุ่นวาย

            ทั้งเรื่องของอนิวรรต และเรื่องของสรณ์ปราชญ์...

            ขณะที่ยังหาคำตอบไม่ได้ บทสนทนาหนึ่งที่เขาเคยคุยกับคนรู้จักก็แล่นปราดขึ้นมาในห้วงคำนึง

 

 

ความรักคืออะไรเหรอครับ

คู่สนทนาทำสีหน้าแปลกใจ ย้อน ทำไมอยู่ดีๆ ถึงถามแบบนี้

ผมเคยบอกเพื่อนร่วมงานไปว่ามันเป็นเรื่องซับซ้อน... มาคิดดูตอนนี้ ผมเลยสงสัยว่ามันซับซ้อนขนาดไหน และซับซ้อนยังไง... เพราะผมไม่เคยรู้จัก เลยหาคำตอบไม่ได้ แต่คุณ...

จะบอกว่าฉันเชี่ยวชาญ

...ขอโทษครับ

ขอโทษทำไมล่ะ มันก็เป็นความจริงนี่ ที่ฉันตามจีบคนนั้นคนนี้ไปทั่วน่ะเสียงหัวเราะดังคั่น ความรักสำหรับฉันเหรอ... คงเป็นความรู้สึกคิดถึงทุกเวลา ถึงจะไม่เห็นหน้า ไม่ได้อยู่ด้วยกันก็เป็นห่วง เอาใจเขามาใส่ใจฉัน อยากให้เธอคนนั้นมีความสุขเสมอ เห็นอะไรก็คิดถึงเธอไปเรื่อยล่ะมั้ง เรียกได้ว่าหายใจเขาออกก็เป็นเธอ

...ผมไม่เคยเห็นคุณทำแบบนั้นสักครั้งเลยครับ

ก็เธอเคยเห็นแต่คนที่ฉันไม่ได้จริงจังด้วยนี่...

 

 แต่ถ้าฉันรักจริง ฉันก็คิดว่ามันเป็นแบบนี้แหละ

 

หายใจเข้าออกเป็นอีกคน

พอขาดแล้ว... เหมือนลมหายใจขาดหาย

 

 

            เขานิ่งงัน

            หมายความว่า ตลอดมา... เขา...

 

            พี่...

            กิรนาเอียงคอ มองใบหน้าของกันต์กวี

            อีกฝ่ายยกหนังสือขึ้นปิดปาก แก้วตาไหววูบอย่างที่เธอไม่เคยเห็น ครั้นแล้วหยดน้ำตาก็รื้นขึ้น ก่อนจะกลั่นตัวลงมาช้าๆ

            ตัวเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร... แต่รู้อีกที น้ำตาก็ไหลออกมาราวกับทำนบพัง

            เหมือนความรู้สึกที่เพิ่งถูกรับรู้... ซึ่งหลั่งไหลเข้ามาเต็มหัวใจ

 

 

...พี่รักศร... รักมากกว่าใครมาตลอด..." 

 

 

 

[น้ำตา]

 

...กว่าจะรู้ตัว... ก็ต้องจากกันไป...

 

 

            กิรนาเบิกตากว้าง ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เธอทำอะไรไม่ถูก เธอไม่เคยเห็นกันต์กวีร้องไห้มาตั้งแต่เล็กจนถึงตอนนี้ ไม่ว่ามีเรื่องอะไร กันต์กวีก็มักจะเก็บความรู้สึกลึกๆ ไว้ข้างในเสมอ

            การที่เห็นอีกฝ่ายลดเกราะป้องกันตัวเองลงมากขนาดนี้จึงทำให้กิรนาทั้งตกใจ เสียใจ และดีใจในเวลาเดียวกัน

            คนเป็นน้องโผกอดพี่ชาย รับรู้ได้ถึงแรงสะอื้นที่น้อยจนแทบไม่อาจจับสังเกตหากไม่ได้สัมผัสกันอยู่แบบนี้

 

 

พี่รักเขา...

ค่ะ เกลียวรู้แล้ว

ศร... เราขอโทษ

พี่ศรไม่เคยโกรธพี่ชายหรอกค่ะ... ไม่เคยเลย

...ขอโทษ...

...ค่ะ เกลียวยังอยู่ตรงนี้นะ

 

พี่วี...

 

 

หยาดน้ำใสค่อยๆ ไหลออกจากดวงตาของเธออย่างเชื่องช้า

 

 

 

[ทางแยก]

 

...เวลาที่ผ่านไปไม่มีวันย้อนคืนกลับมา...

 

 

            กันต์กวีไปทำงานที่โรงเรียนลูกบาศก์ด้วยความรู้สึกที่ไม่เหมือนเดิม

            หนึ่ง คือ เขายังคงเสียใจกับข่าวการลาออกของอนิวรรตอยู่ลึกๆ ทั้งที่ใจหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่ได้ทราบข่าวจากปากของอีกฝ่าย แต่อีกใจก็กลับเสียใจเมื่อคิดขึ้นได้ว่าจะไม่เห็นหน้าครูแนะแนวอยู่ในโรงเรียนลูกบาศก์อีกแล้ว และเพราะรู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่ายอมรับ และให้ความช่วยเหลือในการ ติวภาษาอังกฤษจนกว่าวันที่อนิวรรตจะเดินทางไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นจะมาถึง

            สอง คือ เขาเพิ่งต้นพบความจริงว่าทำไมตัวเองจึงเสียใจกับการจากไปของสรณ์ปราชญ์มากมายมาเป็นเวลายาวนานนัก... เหตุผลง่ายๆ ก็คือ เขา รักสรณ์ปราชญ์มาตลอด ดังนั้นจึงเศร้าเสียใจแม้จะไม่เคยรู้ตัว การค้นพบที่ว่าทำให้เขารู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากปก เพราะในที่สุดเขาก็ค้นพบคำตอบของคำถามที่ถามตัวเองมานานแสนนานเสียที

            แต่ขณะเดียวกัน เขาก็กลับรู้สึกเหมือนโดนพายุพัดโหมกระหน่ำ

            ถึงทุกวันนี้ กันต์กวียังคงรักสรณ์ปราชญ์อยู่

 

 

แต่ทั้งที่รู้ตัว... อีกฝ่ายก็กลับไม่อยู่แล้ว

 

 

            ความคิดดังกล่าวทำให้เมฆหมอกในใจของเขายังไม่หมดไปโดยสิ้นเชิง

            อย่างไรก็ตาม การที่เขารู้ตัวก็ทำให้เขาตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ดีขึ้น

            ถึงเขาจะทำอะไรกับการที่อนิวรรตจะลาออกไม่ได้ แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่เขาทำได้... สิ่งที่เขาไม่มีโอกาสได้ทำก่อนที่สรณ์ปราชญ์จะจากเขาไปตลอดกาล

 

 

ใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่า

 

 

            ...คงเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับเวลานี้

 

 

END.

 

----------------------------------------------------....

สรุป
- กวีรู้จากครูเคนว่าครูเคนจะไปเรียนต่อปีหน้า
- เลยสับสน เอาเรื่องของศรมาตีกันมั่ว เพราะรู้สึกเหมือนกับจะต้องเห็นศรจากไปอีกครั้ง
- กลับถึงบ้าน น้องเกลียวที่รู้ข่าวจากต้นมากวีแปลกๆ เลยมาถาม ซักไปซักมาก็ถามว่า "พี่ชายคิดยังไงกับพี่ศรกันแน่คะ"
- กวีเลยคิด คิดตามแล้วก็รู้ว่าตัวเองรักศรมาตลอด
- ตัดสินใจว่า เวลาที่เหลืออยู่ก่อนครูเคนออก จะใช้ให้คุ้มค่า ไม่ให้ต้องมาเสียใจเหมือนตอนก่อนที่ศรจะตาย (คาดว่าคงเพื่อ "ทดแทน" เวลาที่หายไปกับศร)

 

ผลกระทบจาก MS นี้ต่ออนาคต (ควรอ่าน)
- กวีจะลดดีกรีความเศร้าลง เริ่มยิ้มมากขึ้นโดยไม่ฝืน (แต่ก็แค่บางเวลา สำหรับตอนนี้จะยิ้มรับในเวลาต่อไปนี้ >> มีคนทัก, มีคนเอาของมาให้ (พวกอาหาร, การบ้านนร.))
- รู้ใจตัวเองแล้ว จะคิดเรื่องศรน้อยลง เป็นจำพวกคิดถึงแบบย้อนอดีตดีๆ มากกว่าที่จะนึกแล้วเสียใจเหมือนแต่ก่อน
- กับเรื่องครูเคน จะไม่เศร้าอะไรมากมาย แค่ช่วยครูเคนเท่าที่ช่วยได้ ถ้าถึงเวลาที่ครูเคนจะไปก็คงบอกลาเหมือนกับว่าวันรุ่งขึ้นก็เจอกันใหม่ เพราะยังไงก็ยังติดต่อกันได้อยู่
- สบตาครูเคนมากขึ้น คุยกับครูเคนเป็นปกติขึ้น เพราะไม่มีเรื่องศรมากวนใจแล้ว
- วันที่สองกุมภา ถึงจะเศร้า แต่ก็คงไม่ฝืนยิ้มเท่าปีที่แล้ว จากนี้ไปคงจะทำตัวเหมือนๆ ทุกวัน แค่กลับบ้านเร็วกว่าเดิม (เพราะต้องไปวัด)
- (OC) น้องเกลียวจะกลับไปเรียกกวีว่า "พี่วี" เหมือนเดิม (จากที่ก่อนหน้านี้เรียก "พี่ชาย")

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหน้าตายในเวลาปกติ, ซุ่มซ่าม, ขี้อาย ฯลฯ ที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น ก็จะยังคงเป็นเหมือนเดิมนะฮะ ที่เปลี่ยนไปก็คือเริ่มยิ้มแบบคนปกติเขามากขึ้น

------------------------------------------...

ที่จริงแล้วอยากจะแยกเนื้อหาของเอนทรี่ย์นี้ออกเป็นส่วนๆ เหมือนกันฮะ
แต่อีกใจก็อยากให้มันจบรวดเดียวไปเลย แบบเกิดขึ้นฉับพลัน จบลงฉับพลันจะได้ไม่ยืดเยื้อ เลยลงทั้งหมดทีเดียวเลย
ถ้ายาวเกินไปก็ขอโทษด้วยฮะ

ส่วนเรื่องของศร ก็ถือว่าคงจบลงที่เอนทรี่ย์นี้ได้ล่ะมั้ง
ศรยังไม่หายไปจากใจของกวีแน่ฮะ จะชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ (แน่ล่ะ ก็เลื่อนฐานะแล้วนี่! *ฮา*)
แต่ประเด็นของศรที่จะสามารถเอามาใช้ได้ ก็คงจะจบลงกับการที่กวีรู้ใจตัวเองนี่แหละฮะ :)

เพราะว่าเรื่องของศรเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเกี่ยวพันกับครูเคน ถ้าครูเคนออก ก็คิดว่าควรจะรีบจบเหมือนกัน
ที่จริงก็รู้สึกว่ารวบรัดมากไปหน่อย อาจจะเร็วมากเมื่อเทียบกับระดับการรับรู้ของกวีในช่วงที่ผ่านมา แต่คนเราเมื่อถึงเวลา มันก็เป็นเวลาที่จะรู้ได้เองแหละเนาะ...

เรื่องที่ครูเคนจะออก นอกจากการที่มี "ติว" กันแล้ว กวีก็คงไม่มีปฏิกิริยาอะไรแล้วล่ะฮะ
เพียงแต่ว่าคงไม่เปิดปากพูดออกมาแม้ตัวเองจะรู้ เพราะถือคติว่า เรื่องบางเรื่อง ถ้าเจ้าตัวพูด ตัวเองก็ไม่ควรจะพูดฮะ

ยกเว้นว่าจะมีระเบิดลงมาอีก... อันนั้นก็อีกเรื่อง

 

เอนทรี่ย์นี้คงยาวได้ที่แล้ว...
ขอจบเท่านี้ล่ะฮะ
แล้วพบกันใหม่

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ยังไงดีล่ะ...?

คือ พี่หมายถึงว่า วันนี้ตอนค่ำๆมีสายโทรมาบอกว่าครูกวีลงเรื่องที่เกี่ยวกับครูเคน ให้เข้ามาอ่านซะ ก็เลยเข้ามาก่อนเริ่มตรวจรายงานการประชุมประจำปีของสาขาวิชาฯ

พออ่านจบแล้ว คลื่นความรู้สึกบางอย่างมันก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว...

สำหรับพี่แล้ว เรื่องราวไม่ได้รวบรัดจนเป็นไปไม่ได้หรอกนะ กับการรู้ใจตัวเองของครูกวี ชั่ววินาทีที่รู้ตัว มันคงให้ความรู้สึกทั้งยินดีแล้วก็เจ็บปวดในคราวเดียวกัน

ยินดีที่ได้รู้ใจตัวเอง
แล้วก็เจ็บปวดที่คนต้องการไม่อยู่แล้ว

ดีใจที่ครูกวีเหมือนจะ[[ก้าวข้าม]]ความรู้สึกที่เป็นกำแพงของตัวเองไปได้เสียที พี่เชื่อว่ารอยยิ้มของครูกวี...ที่ออกมาจากใจนั้นคงจะเป็นรอยยิ้มที่น่ามองมากๆแน่ๆ พูดไปก็รู้สึกอิจฉาครูเคนหน่อยๆที่จะได้มองรอยยิ้มแบบนั้นได้อย่างชัดเจน

ต่อแต่นี้ พี่ว่าครูเคนเองก็คงได้มองเห็นแววตาอีกแบบของครูกวีแน่ๆ แววตาที่ไม่เจ็บปวด ไม่หวนคำนึงถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว อดีตที่ไม่อาจหวนกลับ...อย่างเรื่องของศร

ชอบตรงที่ให้น้องเกลียวเป็นคนจุดประเด็นเรื่องนี้ ทั้งที่ดูเหมือนว่าเป็นคนชอบแกล้ง ชอบแหย่ แต่จริงๆเธอก็เหมือนครูกวีนี่ล่ะ ที่จะมองอะไรลึกซึ้งทีเดียว (เพียงแต่จะพูดออกมาไหมนั่นอีกเรื่อง) การที่ให้น้องเกลียวเป็นคนตั้งคำถาม และร้องไห้ไปด้วยกันนั่นจึงเป็นจุดที่ทำให้รู้สึกประทับใจสาวน้อยคนนี้มากๆเลยล่ะ

ในส่วนสุดท้ายนี้ พี่คงไม่มีอะไรจะพูดนอกจากคำว่า "ขอบคุณ"

ขอบคุณสำหรับการนำครูเคนไปเล่นและให้เป็นคนที่ครูกวีได้ใช้ช่วงเวลาหนึ่งในการ [[ทำให้ดีที่สุด]] ก่อนที่จะต้องลาจากกันไปด้วยกัน...ขอบคุณจริงๆ

การได้มาอ่านเรื่องที่นำครูเคนไปเล่นในเวลาที่ [[ยังอยู่]] กับตอนที่ตัดสินใจว่าจะ [[จากไป]] มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันมากเลยล่ะ...อย่างน้อยพี่ก็ขอคิดเข้าข้างตัวเองว่า ถึงจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว...ที่โรงเรียนแห่งนี้ ก็ยังมีคนคิดถึงครูเคนอยู่...

อย่างน้อยการเข้ามาที่นี่ก็ไม่ได้สูญเปล่า...

ขอบคุณจริงๆ...
จากใจ

surprised smile

#2 By aki on 2009-10-26 20:47

อ่านเสร็จแล้วต้องไปตั้งสติสักพัก...

ที่ว่าตั้งสตินั่นรวมถึงการเช็ดน้ำมูกน้ำตาออกจากหน้าก่อนที่ใครจะตื่นมาพบว่าเราเป่าปี่อยู่หน้าจอคอม...

ตอนแรกอ่านมาเรื่อยๆก็ยังไม่รู้สึกอะไรเท่าไร แต่พออ่านมาถึงตอนที่ครูกวีคิดตามแล้ว"ตระหนัก" ท่าทางของครูกวีตอนที่ยกหนังสือขึ้นปิดปาก แล้วน้ำตาร่วงนั่น...

น้ำตาคนอ่านก็ร่วงเหมือนกัน...

เศร้า เหงา และเจ็บปวดไปกับครูกวีจนสรรหาคำมาบรรยายไม่ถูกเลยทีเดียว

คนที่จากไปแล้วไม่อาจกลับมามีชีวิตใหม่ได้ก็จริง...

แต่บางทีก็ไม่เคยจากเราไปไหนเลยเหมือนกัน...

#3 By irindel on 2009-10-27 01:50

กันต์กวี (และวินน์) View my profile