[CS] MS: ACUTE

posted on 26 Oct 2009 15:50 by windalche in ms

* จากโครงการโรงเรียนลูกบาศก์ ปีการศึกษา 2552/1
** ยาวนะฮะ (แต่มีสรุปอยู่ข้างล่างน้อ)

 

 

Cubic School: Main Story

 

 

ACUTE
0909xx. pg. mild angst. cubic school project.
characters: กวี, ครูเคน, ต้น (oc), เกลียว (oc)

 

 

[ซ้ำรอย]

 

...ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ...

 

 

            ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มมืด ลมอุ่นชื้นพัดผ่านต้องผิวเนื้อ อาจเป็นเพราะเย็นแล้ว หรือเพราะเมฆฝนกำลังก่อตัว แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม ปรากฏการณ์ดังกล่าวก็ทำให้บริเวณรอบตัวเขามีคนน้อยกว่าที่เคย

            แทบเรียกได้ว่าไม่มีใคร

            กันต์กวีจับสายสะพายกระเป๋าของตัวเอง แหงนหน้าขึ้นมองฟ้า ยกมือขึ้นแตะลม รอ รอ และรอ ว่าจะมีฝนสักเม็ดหยดลงมาหรือไม่ เมื่อไม่พบจึงผันหน้ากลับมองตรง กลับไปเหม่อ เหม่อ และเหม่อแทน

            เสมือนความคิดทั้งหมดทั้งปวงติดขัด ลมหายใจขัดข้อง ทำอะไรก็ไม่สะดวก จึงตัดสินใจที่จะอยู่เฉยๆ แทน

            เขายังคงยืนอยู่หน้าประตูโรงเรียนลูกบาศก์ รอใครสักคนที่ประกาศกร้าวว่าจะมารับทุกเย็น แต่เพราะที่ทำงานอยู่ไกลจากโรงเรียนมาก อีกฝ่ายจึงมารับเขาเสียเย็นย่ำทุกวัน

            ถ้าเป็นปกติ กันต์กวีคงเดินขึ้นรถเมล์กลับบ้านเองไปแล้ว ถึงต้องเสียอารมณ์เถียงกับคนรับ แต่อย่างน้อยก็ไม่เสียเวลา หากวันนี้อารมณ์ของเขากลับไม่คงที่ และรู้สึกไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น... ไม่แม้แต่กลับบ้าน

            คำพูดที่ได้ยินเมื่อเลิกเรียนยังคงดังก้องอยู่ในหัว

            ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า... ราวมีมือที่มองไม่เห็นคอยฉายซ้ำ

 

 

ผมจะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นครับ

 

 

            ในความเป็นจริง น้ำเสียงของคนพูดไม่ดังนัก แต่ในความรู้สึกของกันต์กวี เหมือนกับว่าเขาเพิ่งโดนตะโกนกรอกหูก็ไม่ปาน

 

 

เรียนต่อ...?

 

 

            วินาทีนั้น อนิวรรต วสุธาธาร คนที่เขาเคยเห็นหน้าทุกวันที่มาทำงาน กลับกลายเป็นเพียงภาพลางเลือนขึ้นมาชั่วขณะ

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสมองของเขาที่ยังประมวลผลตามไม่ทัน หรือภาพอนาคตที่เขาจะไม่เห็นคนข้างหน้าอยู่ในห้องพักครูอีกต่อไปแล้วแวบขึ้นมาในหัว

 

 

...หรือเพราะภาพของเพื่อนคนสำคัญที่ปรากฏขึ้นในห้วงคำนึงอย่างฉับพลัน...

 

 

            ครูแนะแนวคงสังเกตเห็น อีกฝ่ายเป็นคนที่มองเห็นสิ่งรอบตัวได้ไวอยู่แล้ว เขาจึงอธิบายเพิ่มเติมพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า... อบอุ่นอย่างเคย

            กันต์กวีรับฟัง นึกอะไรไม่ออกแม้สักอย่าง ปากก็ไม่ขยับดังที่คิด ทั้งที่ในใจมีคำถาม แต่กลับไม่กล้าที่จะกล่าว

 

 

...ทำไม

 

 

            เขารู้ดีว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์จะถาม

 

 

เพราะอย่างนั้น... ถ้าผมจะขอรบกวนเวลาของครูกวี จะได้ไหมครับ

ค... ครับ แต่ผมเองก็ไม่แน่ใจนักว่าจะช่วยอะไรคุณได้มากไหม...

อนิวรรตเพียงแต่คลี่ยิ้มบาง

 

 

            เขาลังเล เขาสับสน เขาว้าวุ่น

            ภาพอดีตซ้อนทับกับภาพปัจจุบันให้มั่ว ยิ่งมองคนตรงหน้า กันต์กวียิ่งอยากจะหลับตา ปิดประสาทการมองเห็นของตัวเองให้สิ้น ไม่รับรู้ถึงรอยยิ้มที่ชวนให้นึกถึงคนในความทรงจำ

            แต่สิ่งที่เขาทำกลับมีเพียงการกระพริบตา และผันหน้ากลับมามองอีกฝ่ายตรงๆ อย่างที่ไม่ค่อยทำ และเป็นฝ่ายเปิดปากพูดขึ้นก่อน หลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมอยู่แสนนาน

 

 

แน่ใจแล้วหรือครับ

ครับ

คำตอบรับทำให้เขายิ่งใจหาย

รู้ดี... ว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

ผมตัดสินใจแล้วครับ... ครูกวี

 

 

            เขาปล่อยให้ความเงียบปกคลุมอีกพักใหญ่

            และในวินาทีต่อมา ความรู้สึกที่เคยมีเหตุผลควบคุมอยู่เบื้องบนมาตลอดก็ทำการทรยศ เขาจึงขยับปากโดยไม่ทันได้คิด

 

 

ย...

 

อย่าไป?

 

เขาเป็นใครถึงมีสิทธิ์ห้าม

 

 

            ความคิดต่อมาทำให้เขาชะงัก ปิดปากสนิท และหลบสายตาอีกฝ่ายเช่นเคย

 

 

ครูกวีครับ

ขอโทษครับ ผมขอตัว...

 

 

            เขาเดินจากอีกฝ่าย มุ่งตรงไปยังห้องสมุดโดยที่ไม่คิดแม้แต่จะฟังเสียงทัดทาน

            กันต์กวีอ่านหนังสืออยู่เงียบๆ ในมุมห้องสมุด แต่ทั้งๆ ที่มีหนังสืออยู่ในมือ ห้วงคิดของเขากลับไม่อยู่ที่ตัวอักษรตรงหน้าแม้แต่ตัวเดียว นั่งเหม่ออยู่แบบนั้นจนกระทั่งครูบรรณารักษ์เก็บของเตรียมกลับบ้าน เขาจึงบอกลาและเดินเตร็ดเตร่อยู่รอบโรงเรียน

            เขาไม่เห็นหน้าอนิวรรตอีก

            จนกระทั่งหกโมงเย็น กันต์กวีจึงเข้าห้องพักครู เก็บของ รับโทรศัพท์จากน้องชายที่บอกว่าจะมารับสายหน่อย และเดินเตร็ดเตร่อีกพักใหญ่จนจบลงที่ประตูหน้าโรงเรียน

            ซึ่งคือสถานที่ที่เขายืนอยู่ตอนนี้ เวลานี้

 

 

อีกครั้ง...

...เขากำลังจะเสียใครคนนั้นอีกครั้ง?

 

 

            กันต์กวีสะบัดความคิดดังกล่าวออก นึกก่นด่าตัวเองในใจที่เอาอนิวรรตไปเปรียบแทนกับสรณ์ปราชญ์ เพื่อนสนิทที่เสียไปเมื่อสิบปีก่อน เสร็จสิ้นเขาก็ยืนนิ่ง ปล่อยให้ลมเย็นพัดปะทะ

            ไม่มีเม็ดฝน มีแต่เมฆครึ้มที่ชวนให้หนาวใจ

            เมี้ยว

            เสียงร้องเหมียวดึงความสนใจของกันต์กวีได้ชะงัด เขาก้มลง พบแมวตัวเพรียวอยู่ที่ปลายเท้า มันใช้ดวงตากลมใสมองเขาพลางยกเท้าหน้ามาเขี่ยรองเท้าเบาๆ เห็นดังนั้นเขาจึงยอบตัวลง ยกมือขึ้นลูบหัวมันอย่างเบามือ

            กันต์กวีรู้สึกสงบลงอย่างน่าประหลาด

            ขนดำเชียว... คลุกฝุ่นมาล่ะสิเจ้าเหมียวไซ้กับมือเขาราวจะตอบรับ ขนที่เริ่มเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำเพราะโดนฝุ่นสัมผัสฝ่ามือเบาๆ

            ครูภาษาอังกฤษยิ้มบาง ถือโอกาสอุ้มมันขึ้นมา ...ผมควรจะทำยังไงดี

            รู้แก่