[CS] MS: On and On

posted on 10 Oct 2010 00:13 by windalche in ms

* จากโครงการโรงเรียนลูกบาศก์ 2553/1

 

 

Cubic School: Main Story

 


On and On
100524. g. general. cubic school project.
characters: กวี, ครูหมอโชค, ครูพัด, ครูอุนอุน, ครูเอซ

 

 

ที่แห่งนี้ไม่มีคุณอยู่อีกต่อไปแล้ว...

 

 

“ครูครับ ระวัง!”

            แม้คำเตือนจะมาก่อนวัตถุประมาณสิบวินาที แต่กว่ากันต์กวีจะรู้ตัวและหันไปตามที่มาของเสียง วัตถุอันตรายที่มีนามว่าลูกฟุตบอลก็พุ่งด้วยอัตราเร่งมากระแทกเข้ากับใบหน้าของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!

            พลั่ก!

            ผลที่ตามมานอกจากจะเป็นเสียงบอลกระแทกหน้าและอาการเจ็บไปทั่วทั้งผิวหน้าแล้ว ยังแถมด้วยการที่หนังสือและเอกสารที่เขาถือติดมือออกมาจากห้องพักครูร่วงลงไปกองกับพื้นสนาม กระเด็นไปคนละทิศละทางอีกต่างหาก

            กันต์กวียกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองโดยอัตโนมัติ โลกทั้งใบมืดสนิทและหมุนติ้วอยู่พักใหญ่กว่าเขาจะตั้งตัวได้

            ขณะที่เขายังคงมึนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หูก็แว่วเสียงเท้าหลายคู่วิ่งทั่กๆ มาทางที่เขายืนอยู่ เสียงเอะอะของเด็กนักเรียนลอยมากระทบโสตประสาท ดังเสียจนทำเอาเขาเวียนหัวหนักข้อขึ้น

            “ครูครับ เป็นอะไรไหมครับ”

            “ขอโทษด้วยครับ ครู พวกผมไม่ทันระวังเอง”

            “ครูครับ นี่หนังสือของครูครับ”

            อาจารย์หนุ่มส่ายหัวก่อนจะรับหนังสือมาจากมือของนักเรียนสักคนที่เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร จำได้ก็แต่ว่าคุ้นๆ เสียง แต่เพราะยังคงปิดตาอยู่จึงทำให้มองไม่เห็นหน้า แต่แค่ได้ยินเสียงก็รู้แล้วว่าลูกศิษย์ของเขาคงกังวลระคนเป็นห่วงไม่ใช่น้อย

            กันต์กวีค่อยๆ เลื่อนมือออกจากใบหน้า ด้วยความที่ยังคงมึนๆ อยู่ เขาจึงยังไม่ลืมตา แต่ส่งยิ้มบางๆ ไปให้เด็กๆ ที่ลงมาเล่นบอลยามพักเที่ยงเป็นเชิงให้หายห่วง

            “ครูไม่เป็นอะไรครับ ทุกคนกลับไปเล่นบอลเถ...”

            พูดยังไม่ทันจบประโยค ก็รู้สึกได้ถึงของเหลวอุ่นๆ ที่ไหลออกมาจากโพรงจมูก

            แหมะ 

            กันต์กวีลืมตาขึ้นทันที เขาเห็นสีหน้าตกตะลึงสุดขีดของเหล่านักเรียนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

            “เอ่อ... ครูไม่เป็นอะไรจริงๆ นะครับ...”

            ถึงกันต์กวีจะพยายามพูดเช่นนั้น แต่เลือดที่กำลังหยดแหมะๆ ก็ช่างขัดกับคำพูดของเขาเสียเหลือเกิน

            และนั่นทำให้ วินาทีต่อมา กันต์กวีแทบจะหูหนวกชั่วคราวถ้าไม่ใช่ว่าตัวเองยกมือขึ้นมาปิดหูไว้ได้ทัน

            ครูเลือดกำเดาไหล!!

 

 

 สิทธิโชค โล่ห์จินดานั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ในห้องพยาบาล 

            เบื้องหน้าเขาคือกันต์กวี รวีเรืองรอง ที่กำลังใช้มือซ้ายกดจมูกตัวเอง ขณะที่มือขวาย้ายที่วางมือไปมาอย่างกระอักกระอ่วนใจ จากอยู่ข้างตัว ประเดี๋ยวก็เอาไปไขว้หลัง สักพักก็เอาขึ้นไปลูบหัว แล้วก็จบที่เลื่อนลงมาลูบหลังคอ แถมยังไม่ยอมสบตาสิทธิโชคอีกต่างหาก

            ทำตัวเป็นเด็กประถมตอนจะโดนครูดุเรื่องทำแจกันตกแตกอย่างไรอย่างนั้น

            ดวงตาคมของหมอหนุ่มหยุดลงที่รอยเลือดบนเสื้อสีขาวของกันต์กวี ก่อนจะเลื่อนกลับขึ้นไปมองใบหน้าที่มีรอยช้ำของอีกฝ่าย เมื่อเอาไปประมวลผลรวมกับภาพของบรรดาหนุ่มน้อยนักบอลที่แห่กันมาส่งครูอังกฤษถึงห้องพยาบาล เขาก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้โดยไม่ต้องให้คนตรงหน้าอธิบาย

            “ครูกวี นั่งลงก่อนครับ แล้วก็เงยหน้าขึ้นด้วย”

            เจ้าของชื่อทำตามอย่างว่าง่าย เขานั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่แล้วเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังคงไม่ยอมสบตากับสิทธิโชคอยู่อย่างนั้น

            สิทธิโชคเดินไปเตรียมผ้าเย็น ก่อนที่จะนำมาประคบช่วย “จับผ้าเอาไว้ด้วยครับ แล้วก็นั่งอยู่อย่างนี้ สักห้านาทีเดี๋ยวก็หาย”

            คนเจ็บขยับหัวน้อยๆ เป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะนิ่งสนิท ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำเดียว

            นิ่งจนเหมือนไม่หายใจ

            “ครูกวี”

            “...เอ่อ ครับ?”

            “หายใจทางปากเอาก็ได้นะครับ”

            แม้จะมองไม่เห็น แต่เขาก็รู้สึกได้ว่ากันต์กวีคงจะกำลังหน้าขึ้นสี ก่อนที่จะผงกศีรษะน้อยๆ อีกครั้งแล้วก็กลับไปนั่งนิ่งๆ ไม่ไหวติงเหมือนเดิม

            ความเงียบดำเนินอยู่ในห้องพยาบาลอีกพักใหญ่ ก่อนที่สิทธิโชคจะเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อนอีกครั้ง

            “คราวหน้าคราวหลังก็เดินระวังด้วยแล้วกัน ยิ่งวันยิ่งเจ็บหนักขึ้นเรื่อยๆ นะเรา”

            “ครับ...” กันต์กวีรับคำเสียงอู้อี้ “...จริงๆ ผมก็บอกเด็กๆ แล้วนะว่าผมไม่ได้เป็นอะไร กับแค่ลูกบอลอัดหน้าเลือดกำเดาไหล นั่งนิ่งๆ แป๊บเดียวเดี๋ยวก็หาย...”

            “พูดซะเหมือนไอ้การโดนบอลอัดนี่เป็นเรื่องธรรมดาเลยนะ”

            “...พอดีตอนเรียนก็โดนอัดตอนพักเที่ยงอยู่บ่อยๆ เหมือนกันน่ะครับ...”

            สิทธิโชคมองกันต์กวีด้วยดวงตาที่เบิกกว้างน้อยๆ แต่พอคิดไปคิดมาแล้วก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจอะไร คนตรงหน้าเขามีความสามารถในการเรียกเรื่องบาดเจ็บให้เข้าหาตัวได้สูงขนาดไหน การที่เขาคอยทำแผลให้มาตลอดสองปีทำให้เขารู้ซึ้งถึงเรื่องนั้นดี

            “เรานี่...”

            กันต์กวีเลื่อนผ้าเย็นที่ปิดหน้าตัวเองอยู่เกือบครึ่งออก นัยน์ตาสีเข้มเหลือบมองสิทธิโชคด้วยความฉงน

            “พี่ล่ะเหนื่อยใจแทนไอ้กันย์มันจริงๆ ...”        

            “ครูหมอโชคก็อย่าบอกพี่กันย์สิครับ”

            สิทธิโชคยกยิ้ม เขาส่ายหัวน้อยๆ ก่อนจะบอกให้กันต์กวีนั่งนิ่งๆ ต่อไป

 

 

กันต์กวีได้ยินเสียงประหลาดออกมาจากห้องปฏิบัติการวิชาเคมี 

            ขณะนั้นเป็นตอนที่เขากำลังจะเดินกลับห้องพักครูหลังจากแวะไปหาณัชชาที่ห้องศิลปะ เสียงที่ได้ยินนั้นฟังแล้วคล้ายกับเสียงระเบิดขนาดเล็กไม่ใช่น้อย นั่นทำให้เขาถึงกับชะงักเท้า วิ่งปราดไปที่หน้าห้องเคมีทันทีอย่างไม่ทันได้ใช้สมองคิด

            สภาพของห้องเคมีไม่ได้เลวร้ายเหมือนอย่างที่เขาวาดภาพไว้ในหัว กลับกัน สภาพของมันไม่ได้ต่างจากเวลาปกติเลยแม้แต่น้อย ยังคงดูเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมกับการใช้งานเสมอ

            หากจะมีสิ่งใดที่สะดุดตาเขา ก็คงมีแค่ภาพของครูสาวผู้สอนเคมี และครูหนุ่มผู้สอนชีวะที่กำลังยืนอยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง

            สมองของเขาหยุดทำงานไปชั่วครู่

            ...ภัทรพงษ์กับควอเทียม? 

            เขาคิดจะก้าวเท้าพรวดหนีไปให้พ้นจากสายตาของครูทั้งสองคน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะช้าเกินไปเสียแล้ว เมื่อเสียงหวานสยองของครูสาวรั้งเขาไว้ได้ทันท่วงที

            “ครูกันต์กวีคะ...”

            จะเรียกก็เรียกปกติสิครับ อย่าใช้เสียงยานๆ แบบนั้นเรียกจะได้ไหม!

            กันต์กวีโวยวายในใจ หากแต่ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษที่ดีก็ทำให้เขาจำต้องหันไปตามเสียงเรียกอย่างเลี่ยงไม่ได้

            “ครับ?”

            ควอเทียมฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นกันต์กวีหันกลับมา เจ้าหล่อนพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นขณะที่ภัทรพงษ์เพียงแต่ขยับแว่น และดูจะให้ความสนใจกับของเหลวสีเขียวขุ่นในบีกเกอร์มากกว่าครูอังกฤษที่อยากหนีออกจากห้องเคมีใจจะขาดอยู่แล้ว

            “ครูกันต์กวีเข้ามาข้างในห้องก่อนสิคะ ดิฉันมีอะไรอยากจะให้ครูกันต์กวีดู”

            เขากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ พยักหัวน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะที่สองครูวิทย์ยืนประจำการอยู่ กันต์กวีสังเกตเห็นเศษผงและหยดน้ำที่ดูเหมือนจะเป็นสารเคมีบางอย่างหกกระจายอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเขาคาดว่าคงจะเป็นต้นกำเนิดของของเหลวสีประหลาดที่อยู่ในมือของภัทรพงษ์เป็นแน่แท้

            “เอ่อ... อะไรเหรอครับ? ครูอุนอุน”

            “คือว่า...” ควอเทียมเกริ่นขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาของเจ้าหล่อนมองมาทางเขาด้วยท่าทางเขินอาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเบิกกว้างด้วยความพรั่นพรึงเมื่อสังเกตเห็นรอยเลือดบนเสื้อของเขา

            เจ้าหล่อนกรีดเสียงดัง “ครูกันต์กวีบาดเจ็บนี่คะ!!”

            กันต์กวีก็เพิ่งจะนึกได้ว่าเสื้อของตัวเองเปรอะรอยเลือดกำเดาอยู่ตอนที่เธอร้องขึ้นมานี่เอง

            แย่ล่ะ...

            “ครูอุนอุนครับ ใจเย็นก่อน” กันต์กวีรีบส่งเสียงปราม ท่าทางขวัญเสียของควอเทียมกำลังจะทำให้เขาเสียขวัญตาม “ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ แค่เลือดกำเดาไหลเฉยๆ”

            “เลือดกำเดา!” เจ้าหล่อนยังคงกรีดร้อง

            “ผมนึกว่าเป็นคราบซอสมะเขือเทศเสียอีกครับ...” ภัทรพงษ์กล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านต่อท่าทางตกใจจนเกินเหตุของควอเทียม นัยว่าเขาคงชาชินแล้ว

            กว่าจะทำให้ควอเทียมสงบลงได้ก็เสียเวลาไปอีกไม่ใช่น้อย กันต์กวีถึงกับแทบหอบ ขณะที่ครูสาวหัวเราะแห้งแก้เขิน

            “ขอโทษด้วยค่ะ ดิฉันตกใจมากไปหน่อย...”

            ไม่หน่อยแล้วมั้งครับ ตกใจมากๆๆ เลยล่ะ!

            กันต์กวีกระแอมเล็กน้อย เขาปรับตัวเองให้กลับไปมีท่าทางสุขุมพลางถาม “แล้ว... ตกลงว่าครูอุนอุนมีอะไรอยากจะให้ผมดูเหรอครับ?”

            “อ้อ คือ...” หญิงสาวอึกอัก “ดิฉันทดลองทำแชมพูสูตรใหม่ สำหรับช่วยให้ผมเรียบสลวยไม่ฟูฟ่องเป็นยองใย ไร้เส้นเล็กเส้นน้อยปรากฏให้เห็นเป็นรังนกน่ะค่ะ” เสียงเย็นเงียบไปครู่ “ครูกวีสนใจจะนำไปทดลองสักนิดไหมคะ”

            กับแค่จะทำให้ผมเรียบ ใช้หวีก็ได้นะครับ! ไม่เห็นจำเป็นต้องมาพึ่งสารเคมีให้เสี่ยงโรงเรียนระเบิดแบบนี้เลย!

            ครูอังกฤษมองแชมพูสีเขียวชวนสยองของหล่อนแล้วก็รีบส่ายหน้า ก่อนจะนึกได้ว่ามันดูเป็นการเสียมารยาทจึงรีบเสริม “เอ่อ... ขอบคุณครับ แต่ไม่เป็นไร ครูอุนอุนกับครูพัดนำไปใช้กันเถอะครับ”

            “ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ครูกวี” ภัทรพงษ์กล่าวขึ้น “ผมกับครูอุนอุนทำแชมพูไว้เยอะมากพอที่จะให้ครูกวีนำกลับไปฝากน้องสาวได้ด้วยซ้ำครับ” ว่าแล้วเขาก็ยกเอาอีกสองบีกเกอร์ที่มีของเหลวลักษณะเดียวกันบรรจุอยู่ขึ้นมาให้กันต์กวีดู

            “คิดเสียว่าเป็นของขวัญตอบแทนที่ครูกันต์กวีกับน้องกิรณาไปเป็นเพื่อนซื้อของกับดิฉันเถอะค่ะ”

            ครูวิทย์ทั้งสองมองเขาด้วยสายตาคาดหวัง

            ขณะที่กันต์กวีได้แต่หลบสายตาของทั้งคู่ด้วยความกระอักกระอ่วน

            แต่สุดท้ายแล้ว...

            “...ก็ได้ครับ ขอบคุณมากนะครับ ครูพัด ครูอุนอุน”

 

 

อาทิตย์กำลังจะตกดิน 

            กันต์กวีนั่งอยู่เพียงลำพังภายในห้องพักครู เนื่องจากเป็นเวลาเย็นมากแล้วครูส่วนใหญ่จึงเดินทางกลับบ้านกันไปหมดหลังจากที่จัดการงานของตนเองเสร็จเรียบร้อย ส่วนเขายังคงต้องอยู่รอให้ใครบางคนขับรถมารับตามที่ได้กำชับไว้นักหนามาตั้งแต่ปีที่แล้ว

            เขากำลังนั่งตรวจงานของนักเรียนอยู่ ก่อนจะได้ยินเสียงเปาะแปะเบาๆ ดังมาจากนอกห้อง เมื่อหันไปตามที่มาของเสียง ก็พบว่าเม็ดฝนเริ่มโปรยปรายลงมาเสียแล้ว

            “ฝน...”

            หยาดพิรุณที่กำลังพร่างพรมลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้เขานึกถึงใครบางคนที่ไม่ชอบสายฝนยิ่งกว่าสิ่งใด

            นี่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้วนับจากวันที่เปิดเรียนปีการศึกษาสองพันห้าร้อยห้าสิบสาม และผ่านไปเป็นเดือนๆ แล้วนับจากวันที่ใครบางคนก้าวเท้าขึ้นเครื่องและออกนอกประเทศ เดินไปตามเส้นทางชีวิตของแต่ละคน

            เขายอมรับว่าในช่วงเปิดเทอมวันแรก กันต์กวีไม่สามารถห้ามตัวเองให้หยุดมองโต๊ะทำงานของครูญี่ปุ่นหรือห้องแนะแนวได้ และความรู้สึกว่างโหวงก็พุ่งเข้าจู่โจมทุกครั้งที่เขาพบเพียงความว่างเปล่าบนพื้นที่ทั้งสอง

            แต่หลังจากนั้นประมาณสองสามวัน เขาก็เริ่มคุ้นชินกับความว่างเปล่านี้มากขึ้น...

            ทว่า บรรยากาศในวันนี้กำลังทำให้เขานึกถึงวันนั้น

            วันที่เขารู้ว่า ห้องพักครูแห่งนี้ จะมีโต๊ะว่างเพิ่มขึ้นมา...

            กันต์กวีเหม่อลอยมองฝนอยู่พักหนึ่ง เขาตั้งใจจะหันกลับไปสนใจกับงานตรงหน้า ก็พอดีกับที่ได้ยินเสียงมาจากทางประตูห้องพักครูพอดี

            เจ้าของเสียงก็คือก้าวกาญจ์ เก็งไกรศรที่ยืนอยู่หน้าประตูนั่นเอง

            “อ้าว ครูเอซ มีอะไรหรือเปล่าครับ”

            “...เปล่าครับ แค่แวะมาดูเฉยๆ” อีกฝ่ายตอบพร้อมกับก้าวเข้ามาในห้อง มองซ้ายขวาเล็กน้อยให้กันต์กวีพอจะจับสังเกตได้ จึงเสริม

            “ครูท่านอื่นกลับกันไปแล้วน่ะครับ เหลือครูรันตร์กับครูไมอยู่ที่อื่น”

            ก้าวกาญจ์พยักหน้ารับเล็กน้อยเป็นนัยว่ารับรู้ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ว่างของโต๊ะตรงหน้ากันต์กวี

            “...อยู่เย็นทุกวันเลยนะครับ”

            คนโดนทักว่าอยู่เย็นเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงด้วยความประหลาดใจในคำเปรยของอีกฝ่าย “รอญาติมารับน่ะครับ โดนกำชับไว้ว่าห้ามกลับเอง”

            ทั้งสองคนต่างเงียบกันไปอีกครู่ใหญ่

            ฝนเริ่มลงเม็ดหนักขึ้น กันต์กวีจึงเบือนหน้าไปมองอีกครั้ง ท้องฟ้าเบื้องนอกเปลี่ยนจากสีส้มอ่อนเป็นสีหม่นจากเมฆฝน บรรยากาศเปล่าเปลี่ยวทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเผลอมองไปยังบริเวณขอบหน้าต่าง

            ที่แห่งนั้นเคยมีตุ๊กตาไล่ฝนสองตัวแกว่งไกวท้าลมฝน

            ทว่า บัดนี้ กลับมีเพียงความว่างเปล่า

            เขาเบือนหน้ากลับมายังโต๊ะ สังเกตเห็นก้าวกาญจ์กำลังจ้องมองขวดบรรจุแชมพูสีเขียวที่เขาได้รับมาจากควอเทียมและภัทรพงษ์เมื่อตอนกลางวันอยู่

            “แชมพูจากครูอุนอุนกับครูพัดน่ะครับ ได้มาเมื่อตอนเที่ยง”

            “...ครูกวีจะใช้เหรอครับ”

            “เอ่อ... คงไม่หรอกครับ ก็คิดอยู่ว่าจะทำยังไงดี...” กันต์กวีตอบพลางยกมือขึ้นลูบหลังคอด้วยความลำบากใจ ถึงเขาจะตกปากรับเจ้าขวดแชมพูนี่มาแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้จะจัดการกับมันยังไงอยู่ดี

            “ลองเอาไปล้างจานดูสิครับ”

            “เอ่อ... จะดีเหรอครับ เกิดมันทำปฏิกิริยากับจานที่บ้านผมเป็นรูขึ้นมาก็เสียดายของแย่... อ๊ะ...” เขาอุทานเมื่อพบว่าโทรศัพท์มือถือของตัวเองส่งเสียงครืดคราดกับโต๊ะ พร้อมขึ้นชื่อของญาติตัวดีที่ปล่อยให้เขารอจนเย็นย่ำ เป็นสัญญาณบอกว่าอีกฝ่ายเดินทางมาถึงโรงเรียนลูกบาศก์แล้ว

            กันต์กวีเริ่มเก็บของ เขาสังเกตเห็นก้าวกาญจ์ขยับตัวเล็กน้อย “เดี๋ยวผมคงต้องกลับแล้วล่ะครับ”

            “อืม”

            “...ขอบคุณที่นั่งเป็นเพื่อนนะครับ”

            ไม่มีคำตอบรับใดๆ จากคนตรงหน้านอกจากอาการลุกขึ้นยืน กันต์กวีที่เก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้วเห็นเช่นนั้นจึงลุกขึ้นยืนตาม ไม่วายเหลียวไปมองขอบหน้าต่างบานเดิม ครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะเปิดปากอีกครั้ง

            “ครูเอซครับ”

            “หืม”

            “ครูเอซว่า... หาตุ๊กตาไล่ฝนมาผูกตรงบานหน้าต่างสักตัวจะดีมั้ยครับ”

            คนโดนถามไม่ตอบทันที เพียงแต่มองหน้าเขาอยู่ครู่ใหญ่ แล้วเบือนไปมองหน้าต่างเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะหันหลังกลับ

            “ตุ๊กตาไล่ฝนก็ยังอยู่ตรงนั้นของมันนี่ครับ... ไม่ได้หายไปไหนสักหน่อย”

            กันต์กวียืนฉงนอยู่พักใหญ่กว่าจะประมวลผลตามคำพูดของก้าวกาญจ์ทัน เมื่อคิดตามได้ เขาก็คลี่ยิ้มออกมา ผงกหัวปลกๆ รับ “นั่นสินะครับ”    

            เขากดปิดไฟ ก่อนจะปิดประตู และก้าวออกจากห้องพักครูไปในที่สุด

 


ถึงแม้ที่แห่งนี้จะไม่มีคุณอยู่อีกต่อไปแล้ว

แต่ความทรงจำเกี่ยวกับคุณก็ยังคงอยู่ที่นี่ ไม่ได้จากไปไหน...

 

 

 

และชีวิต ก็ยังคงดำเนินต่อไป...

 

 

---------------------------------------------------...

สรุป
- หลังเปิดเทอมมาได้อาทิตย์สองอาทิตย์ กันต์กวีเริ่มคุ้นชินกับโรงเรียนที่ไม่มีครูเคนและครูปราบแล้ว
- ถึงตัวจะไม่อยู่ แต่ความทรงจำก็ยังอยู่ คิดแบบนั้นแล้วก็สบายใจขึ้น
- ส่วนอื่นๆ คืออยากจะบอกว่ายังไงชีวิตมันก็ยังเป็นเหมือนเดิม เท่านั้นแหละฮะ
(กันต์กวีก็ยังขยันเจ็บตัวเหมือนเดิมด้วย ฮ่าๆๆ)

---------------------------------------------------...

ฟิคด่วนเพื่อวันที่ 10.10.10 ฮะ :)
จริงๆ คิดพล๊อตนี้ไว้นานแล้ว แต่คิดอยู่ว่าจะเขียนหรือไม่เขียนดี
สุดท้ายก็ เขียนจนได้

จริงๆ ยังมีฟิคครูอุนอุนค้างไว้อีก
ยังไงก็เดี๋ยวจะมาต่อในเร็ววันฮะ ><;
(พิมพ์แล้วนะ แต่ยังไม่จบเลยฮะ)

แล้วพบกันใหม่ฮะ!

ช่วงนี้อาจจะหายไปจากเอกซ์ทีน เฟสก็โผล่น้อยลงบ้าง เอ็มก็ไม่ออน
ยังไงก็ติดต่อได้ทางทวิตเตอร์ (@bvxvinn) หรือ ems นะฮะ :D

ปอลอ ฟิคเรื่องนี้ใช้เพลง Summer Rain - pointFive เป็น theme ในการเขียนฮะ :)


Comment

Comment:

Tweet

คิดถึงครูเคนค่ะ
ขำ ตลก อบอุ่น และเหงาจับใจ
มันมีทุกอย่างรวมกันอยู่ในฟิกนี้เลย

ชอบจังค่ะ
คิดถึงด้วยล่ะ

ปล.คอมเม้น1 นั่นมันอาราย
ปล.2 พี่กันย์ ...อ๊าง เสริมพลังม่วงๆขึ้นมาในใจอย่างประหลาด

#3 By mutsuki (203.121.178.116) on 2010-10-11 22:47

ชอบค่ะ ชอบทุกซีนเลยอะ ประทับใจครูกวีโดนลูกบอลอัดหน้าล่ะค่ะ! (เอ๊ะ...ยังไง...) นับวันยิ่งเจ็บหนักขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ ด้วยนะคะ ครูกวี sad smile สงสัยต้องหาพาร์ทเนอร์มาเดินคู่กันคอยระวังให้แล้วละมั้ง...(???)

ขำครูอุนกับครูภัทร ฮามาก ไม่กล้าใช้แชมพูเหมือนกันนะคะเนี่ย ขำตรงบรรยายสรรพคุณ นึกเสียงครูอุนๆ ร่ายยาวขนาดนั้นแล้วขนลุกแปลกๆ ยังไงไม่รู้ ฮ่าฮ่า

แล้วซีนสุดท้ายก็น่ารักมากๆ เลยค่ะ big smile

#2 By *Alyssa* on 2010-10-11 12:19

ขอบคุณที่คิดถึงกัน :)

#1 By aki on 2010-10-10 22:14