[CS] MS: On and On

posted on 10 Oct 2010 00:13 by windalche in ms

* จากโครงการโรงเรียนลูกบาศก์ 2553/1

 

 

Cubic School: Main Story

 


On and On
100524. g. general. cubic school project.
characters: กวี, ครูหมอโชค, ครูพัด, ครูอุนอุน, ครูเอซ

 

 

ที่แห่งนี้ไม่มีคุณอยู่อีกต่อไปแล้ว...

 

 

“ครูครับ ระวัง!”

            แม้คำเตือนจะมาก่อนวัตถุประมาณสิบวินาที แต่กว่ากันต์กวีจะรู้ตัวและหันไปตามที่มาของเสียง วัตถุอันตรายที่มีนามว่าลูกฟุตบอลก็พุ่งด้วยอัตราเร่งมากระแทกเข้ากับใบหน้าของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!

            พลั่ก!

            ผลที่ตามมานอกจากจะเป็นเสียงบอลกระแทกหน้าและอาการเจ็บไปทั่วทั้งผิวหน้าแล้ว ยังแถมด้วยการที่หนังสือและเอกสารที่เขาถือติดมือออกมาจากห้องพักครูร่วงลงไปกองกับพื้นสนาม กระเด็นไปคนละทิศละทางอีกต่างหาก

            กันต์กวียกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองโดยอัตโนมัติ โลกทั้งใบมืดสนิทและหมุนติ้วอยู่พักใหญ่กว่าเขาจะตั้งตัวได้

            ขณะที่เขายังคงมึนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หูก็แว่วเสียงเท้าหลายคู่วิ่งทั่กๆ มาทางที่เขายืนอยู่ เสียงเอะอะของเด็กนักเรียนลอยมากระทบโสตประสาท ดังเสียจนทำเอาเขาเวียนหัวหนักข้อขึ้น

            “ครูครับ เป็นอะไรไหมครับ”

            “ขอโทษด้วยครับ ครู พวกผมไม่ทันระวังเอง”

            “ครูครับ นี่หนังสือของครูครับ”

            อาจารย์หนุ่มส่ายหัวก่อนจะรับหนังสือมาจากมือของนักเรียนสักคนที่เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร จำได้ก็แต่ว่าคุ้นๆ เสียง แต่เพราะยังคงปิดตาอยู่จึงทำให้มองไม่เห็นหน้า แต่แค่ได้ยินเสียงก็รู้แล้วว่าลูกศิษย์ของเขาคงกังวลระคนเป็นห่วงไม่ใช่น้อย

            กันต์กวีค่อยๆ เลื่อนมือออกจากใบหน้า ด้วยความที่ยังคงมึนๆ อยู่ เขาจึงยังไม่ลืมตา แต่ส่งยิ้มบางๆ ไปให้เด็กๆ ที่ลงมาเล่นบอลยามพักเที่ยงเป็นเชิงให้หายห่วง

            “ครูไม่เป็นอะไรครับ ทุกคนกลับไปเล่นบอลเถ...”

            พูดยังไม่ทันจบประโยค ก็รู้สึกได้ถึงของเหลวอุ่นๆ ที่ไหลออกมาจากโพรงจมูก

            แหมะ 

            กันต์กวีลืมตาขึ้นทันที เขาเห็นสีหน้าตกตะลึงสุดขีดของเหล่านักเรียนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

            “เอ่อ... ครูไม่เป็นอะไรจริงๆ นะครับ...”

            ถึงกันต์กวีจะพยายามพูดเช่นนั้น แต่เลือดที่กำลังหยดแหมะๆ ก็ช่างขัดกับคำพูดของเขาเสียเหลือเกิน

            และนั่นทำให้ วินาทีต่อมา กันต์กวีแทบจะหูหนวกชั่วคราวถ้าไม่ใช่ว่าตัวเองยกมือขึ้นมาปิดหูไว้ได้ทัน

            ครูเลือดกำเดาไหล!!

 

 

 สิทธิโชค โล่ห์จินดานั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ในห้องพยาบาล 

            เบื้องหน้าเขาคือกันต์กวี รวีเรืองรอง ที่กำลังใช้มือซ้ายกดจมูกตัวเอง ขณะที่มือขวาย้ายที่วางมือไปมาอย่างกระอักกระอ่วนใจ จากอยู่ข้างตัว ประเดี๋ยวก็เอาไปไขว้หลัง สักพักก็เอาขึ้นไปลูบหัว แล้วก็จบที่เลื่อนลงมาลูบหลังคอ แถมยังไม่ยอมสบตาสิทธิโชคอีกต่างหาก

            ทำตัวเป็นเด็กประถมตอนจะโดนครูดุเรื่องทำแจกันตกแตกอย่างไรอย่างนั้น

            ดวงตาคมของหมอหนุ่มหยุดลงที่รอยเลือดบนเสื้อสีขาวของกันต์กวี ก่อนจะเลื่อนกลับขึ้นไปมองใบหน้าที่มีรอยช้ำของอีกฝ่าย เมื่อเอาไปประมวลผลรวมกับภาพของบรรดาหนุ่มน้อยนักบอลที่แห่กันมาส่งครูอังกฤษถึงห้องพยาบาล เขาก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้โดยไม่ต้องให้คนตรงหน้าอธิบาย

            “ครูกวี นั่งลงก่อนครับ แล้วก็เงยหน้าขึ้นด้วย”

            เจ้าของชื่อทำตามอย่างว่าง่าย เขานั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่แล้วเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังคงไม่ยอมสบตากับสิทธิโชคอยู่อย่างนั้น

            สิทธิโชคเดินไปเตรียมผ้าเย็น ก่อนที่จะนำมาประคบช่วย “จับผ้าเอาไว้ด้วยครับ แล้วก็นั่งอยู่อย่างนี้ สักห้านาทีเดี๋ยวก็หาย”

            คนเจ็บขยับหัวน้อยๆ เป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะนิ่งสนิท ไม่ปริปากพูดอะไรสักคำเดียว

            นิ่งจนเหมือนไม่หายใจ

            “ครูกวี”

            “...เอ่อ ครับ?”

            “หายใจทางปากเอาก็ได้นะครับ”

            แม้จะมองไม่เห็น แต่เขาก็รู้สึกได้ว่ากันต์กวีคงจะกำลังหน้าขึ้นสี ก่อนที่จะผงกศีรษะน้อยๆ อีกครั้งแล้วก็กลับไปนั่งนิ่งๆ ไม่ไหวติงเหมือนเดิม

            ความเงียบดำเนินอยู่ในห้องพยาบาลอีกพักใหญ่ ก่อนที่สิทธิโชคจะเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อนอีกครั้ง

            “คราวหน้าคราวหลังก็เดินระวังด้วยแล้วกัน ยิ่งวันยิ่งเจ็บหนักขึ้นเรื่อยๆ นะเรา”

            “ครับ...” กันต์กวีรับคำเสียงอู้อี้ “...จริงๆ ผมก็บอกเด็กๆ แล้วนะว่าผมไม่ได้เป็นอะไร กับแค่ลูกบอลอัดหน้าเลือดกำเดาไหล นั่งนิ่งๆ แป๊บเดียวเดี๋ยวก็หาย...”

            “พูดซะเหมือนไอ้การโดนบอลอัดนี่เป็นเรื่องธรรมดาเลยนะ”

            “...พอดีตอนเรียนก็โดนอัดตอนพักเที่ยงอยู่บ่อยๆ เหมือนกันน่ะครับ...”

            สิทธิโชคมองกันต์กวีด้วยดวงตาที่เบิกกว้างน้อยๆ แต่พอคิดไปคิดมาแล้วก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจอะไร คนตรงหน้าเขามีความสามารถในการเรียกเรื่องบาดเจ็บให้เข้าหาตัวได้สูงขนาดไหน การที่เขาคอยทำแผลให้มาตลอดสองปีทำให้เขารู้ซึ้งถึงเรื่องนั้นดี

            “เรานี่...”

            กันต์กวีเลื่อนผ้าเย็นที่ปิดหน้าตัวเองอยู่เกือบครึ่งออก นัยน์ตาสีเข้มเหลือบมองสิทธิโชคด้วยความฉงน

            “พี่ล่ะเหนื่อยใจแทนไอ้กันย์มันจริงๆ ...”        

            “ครูหมอโชคก็อย่าบอกพี่กันย์สิครับ”

            สิทธิโชคยกยิ้ม เขาส่ายหัวน้อยๆ ก่อนจะบอกให้กันต์กวีนั่งนิ่งๆ ต่อไป

 

 

กันต์กวีได้ยินเสียงประหลาดออกมาจากห้องปฏิบัติการวิชาเคมี 

            ขณะนั้นเป็นตอนที่เขากำลังจะเดินกลับห้องพักครูหลังจากแวะไปหาณัชชาที่ห้องศิลปะ เสียงที่ได้ยินนั้นฟังแล้วคล้ายกับเสียงระเบิดขนาดเล็กไม่ใช่น้อย นั่นทำให้เขาถึงกับชะงักเท้า วิ่งปราดไปที่หน้าห้องเคมีทันทีอย่างไม่ทันได้ใช้สมองคิด

            สภาพของห้องเคมีไม่ได้เลวร้ายเหมือนอย่างที่เขาวาดภาพไว้ในหัว กลับกัน สภาพของมันไม่ได้ต่างจากเวลาปกติเลยแม้แต่น้อย ยังคงดูเป็นระเบียบเรียบร้อย พร้อมกับการใช้งานเสมอ

            หากจะมีสิ่งใดที่สะดุดตาเขา ก็คงมีแค่ภาพของครูสาวผู้สอนเคมี และครูหนุ่มผู้สอนชีวะที่กำลังยืนอยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง

            สมองของเขาหยุดทำงานไปชั่วครู่

            ...ภัทรพงษ์กับควอเทียม? 

            เขาคิดจะก้าวเท้าพรวดหนีไปให้พ้นจากสายตาของครูทั้งสองคน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะช้าเกินไปเสียแล้ว เมื่อเสียงหวานสยองของครูสาวรั้งเขาไว้ได้ทันท่วงที

            “ครูกันต์กวีคะ...”

            จะเรียกก็เรียกปกติสิครับ อย่าใช้เสียงยานๆ แบบนั้นเรียกจะได้ไหม!

            กันต์กวีโวยวายในใจ หากแต่ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษที่ดีก็ทำให้เขาจำต้องหันไปตามเสียงเรียกอย่างเลี่ยงไม่ได้

            “ครับ?”

            ควอเทียมฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นกันต์กวีหันกลับมา เจ้าหล่อนพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นขณะที่ภัทรพงษ์เพียงแต่ขยับแว่น และดูจะให้ความสนใจกับของเหลวสีเขียวขุ่นในบีกเกอร์มากกว่าครูอังกฤษที่อยากหนีออกจากห้องเคมีใจจะขาดอยู่แล้ว

            “ครูกันต์กวีเข้ามาข้างในห้องก่อนสิคะ ดิฉันมีอะไรอยากจะให้ครูกันต์กวีดู”

            เขากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ พยักหัวน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะที่สองครูวิทย์ยืนประจำการอยู่ กันต์กวีสังเกตเห็นเศษผงและหยดน้ำที่ดูเหมือนจะเป็นสารเคมีบางอย่างหกกระจายอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเขาคาดว่าคงจะเป็นต้นกำเนิดของของเหลวสีประหลาดที่อยู่ในมือของภัทรพงษ์เป็นแน่แท้

            “เอ่อ... อะไรเหรอครับ? ครูอุนอุน”

            “คือว่า...” ควอเทียมเกริ่นขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาของเจ้าหล่อนมองมาทางเขาด้วยท่าทางเขินอาย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเบิกกว้างด้วยความพรั่นพรึงเมื่อสังเกตเห็นรอยเลือดบนเสื้อของเขา

            เจ้าหล่อนกรีดเสียงดัง “ครูกันต์กวีบาดเจ็บนี่คะ!!”

            กันต์กวีก็เพิ่งจะนึกได้ว่าเสื้อของตัวเองเปรอะรอยเลือดกำเดาอยู่ตอนที่เธอร้องขึ้นมานี่เอง

            แย่ล่ะ...

            “ครูอุนอุนครับ ใจเย็นก่อน” กันต์กวีรีบส่งเสียงปราม ท่าทางขวัญเสียของควอเทียมกำลังจะทำให้เขาเสียขวัญตาม “ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ แค่เลือดกำเดาไหลเฉยๆ”

            “เลือดกำเดา!” เจ้าหล่อนยังคงกรีดร้อง

            “ผมนึกว่าเป็นคราบซอสมะเขือเทศเสียอีกครับ...” ภัทรพงษ์กล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านต่อท่าทางตกใจจนเกินเหตุของควอเทียม นัยว่าเขาคงชาชินแล้ว

            กว่าจะทำให้ควอเทียมสงบลงได้ก็เสียเวลาไปอีกไม่ใช่น้อย กันต์กวีถึงกับแทบหอบ ขณะที่ครูสาวหัวเราะแห้งแก้เขิน

            “ขอโทษด้วยค่ะ ดิฉันตกใจมากไปหน่อย...”

            ไม่หน่อยแล้วมั้งครับ ตกใจมากๆๆ เลยล่ะ!

            กันต์กวีกระแอมเล็กน้อย เขาปรับตัวเองให้กลับไปมีท่าทางสุขุมพลางถาม “แล้ว... ตกลงว่าครูอุนอุนมีอะไรอยากจะให้ผมดูเหรอครับ?”

            “อ้อ คือ...” หญิงสาวอึกอัก “ดิฉันทดลองทำแชมพูสูตรใหม่ สำหรับช่วยให้ผมเรียบสลวยไม่ฟูฟ่องเป็นยองใย ไร้เส้นเล็กเส้นน้อยปรากฏให้เห็นเป็นรังนกน่ะค่ะ” เสียงเย