[CS] SS: What Winter Brings

posted on 10 Nov 2010 20:24 by windalche in ss

* จากโครงการโรงเรียนลูกบาศก์ 2553/2

 

 

 

What Winter Brings
101110. pg. general? cubic school project.
characters: กวี, ครูเอซ

 

 

 

- 1 -

 

 

ลมหนาวพัดมาเยือนเมืองกรุงเมื่อสัปดาห์ก่อน 

            อากาศเย็นโรยตัวโอบล้อมทุกผิวบรรยากาศ ชักนำให้เสื้อกันหนาวและผ้าพันคอหลากสีสันได้มีโอกาสออกมาสูดอากาศสดชื่นภายนอกตู้เสื้อผ้า แม้จะไม่ใช่ลมหนาวที่หนาวจนจับจิตจับใจ หากก็มากพอที่จะทำให้รู้สึกได้ถึงบรรยากาศของฤดูหนาวที่เริ่มมาเยือน

            อากาศเย็นอาจเป็นสิ่งที่คนเมืองร้อนหลายคนชื่นชอบ แต่สำหรับนายกันต์กวี รวีเรืองรอง... ความเย็นไม่ใช่สิ่งที่น่าพิศมัยสักเท่าไรนัก

            เหตุผลประการแรกคือเขาเป็นคนขี้หนาว ถึงใครต่อใครจะบอกว่าอากาศตอนนี้มันก็แค่เย็นสบายไม่ถึงขั้นหนาว แต่สำหรับกันต์กวี อากาศเท่านี้ก็ทำให้เขาต้องใส่เสื้อกันหนาวนั่งอยู่ในบ้านแล้ว

            ส่วนเหตุผลประการที่สองคือ ...กันต์กวีเป็นคนไม่ทนหนาว

            ให้เขาทนอากาศร้อนตับแตกยังจะง่ายกว่าการให้กันต์กวีทนอยู่กับอากาศเย็นๆ ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงโดยไม่เกิดอาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นมา

            ดังนั้น การมาเยือนของลมหนาวครั้งนี้จึงทำให้กันต์กวี... ป่วย

            คิดแล้วก็หงุดหงิดตัวเอง ทนแดดทนฝนได้ไม่ค่อยจะป่วย แต่เจออากาศเย็นๆ เข้าไปทีไรต้องมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หายใจลำบาก และอีกสารพัดอากาศเล็กๆ น้อยๆ ที่ชวนให้หงุดหงุดใจตามมาทุกที

            กันต์กวีคิดด้วยความหงุดหงิดใจก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในห้องพักครู ข้างในห้องเริ่มมีครูมาประจำอยู่ประปรายแล้ว สายตาของเขาตกลงที่นัดดาวดีก่อนคนแรก จึงขยับปากหมายเอ่ยทัก หากก็ต้องชะงักลงในวินาทีที่จะเปล่งเสียงออกมานั่นเอง

            นัดดาวดีคงสังเกตเห็นท่าทางแปลกๆ ของเขา สาวเจ้าจึงเอ่ยถามเสียงฉงน “ครูกวี เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

            กันต์กวีรีบส่ายหัวดอกแดก เขาคลี่ยิ้มบางๆ แทนคำทักทายแล้วก็ก้าวพรวดพราดไปทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะของตัวเองอย่างรีบร้อน

            ชายหนุ่มยกมือขึ้นจับคอ อ้าปากพะงาบๆ อยู่สองสามครั้ง แล้วก็พบกับความจริงที่น่าตกตะลึง

            เสียงของเขาหายไป!

 

 

 

- 2 -

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กันต์กวีเสียงหาย 

            เขาเคยตื่นขึ้นมาแล้วก็เสียงหายไปอยู่ประมาณสองสามครั้งเมื่อตอนมัธยมปลายกับตอนเรียนปริญญาตรี เวลาที่เสียงหายจะเป็นเวลาที่เขาสื่อสารกับคนอื่นได้ยากที่สุด เพราะต่อให้พยายามขยับปากพูดขนาดไหน เสียงที่หลุดออกมาจากลำคอก็ไม่พ้นจะเป็นเสียงเบาหวิวและขาดช่วงจนไม่มีใครฟังได้ความ

            แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่การไม่มีเสียงจะทำให้กันต์กวีรู้สึกหงุดหงิดตัวเองมากเท่านี้

            เหตุผลง่ายๆ คือเขาจำเป็นต้องใช้เสียงในการสอน แถมวันนี้ยังเป็นวันที่เขาต้องสอนอังกฤษฟังพูดในช่วงเช้าอีกต่างหาก กว่าจะเอาตัวรอดออกจากคาบด้วยการเปิดเทปให้นักเรียนฟังแทนการพูดเองก็ทำเอากันต์กวีเหนื่อยไม่ใช่เล่นเหมือนกัน

            พอสอนเสร็จเขาก็รีบพาตัวเองไปอยู่ห้องสมุด ใช้เวลาไปกับการนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ และไม่พูดไม่จากับใคร แม้ดารันตร์จะพยายามชวนเขาคุยอยู่หลายครั้ง แต่กันต์กวีก็ทำได้แค่ยิ้มรับและผงกหัวเป็นการรับรู้เท่านั้น สักพัก ดารันตร์จึงเลิกชวนเขาคุยไปเอง

            ไม่รู้เหมือนกันว่ากันต์กวีทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่หรือเปล่า แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้นจริงๆ

            เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง เริ่มมีนักเรียนมาอาศัยห้องสมุดเป็นที่พักพิง เขาจึงเดินออกจากห้องสมุดหมายจะมุ่งไปยังห้องพักครู แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าต้องกินยาหลังอาหาร ดังนั้นกันต์กวีจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปยังโรงอาหารแทน

            เพราะขืนไม่ทานยา ไม่ทานข้าวเที่ยง แล้วกลับบ้านไปให้พี่ชายรู้ว่าตัวเองเสียงหาย กันต์กวีคงได้โดนเทศนายกใหญ่เป็นแน่แท้!

            ตอนนี้โรงอาหารเริ่มจะโล่งแล้ว ไม่มีคนต่อแถวรอซื้อข้าว มีก็แต่นักเรียนที่นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ตามโต๊ะอาหารในช่วงเวลาพัก กันต์กวีจึงเดินตรงไปที่หน้าร้านทันที

            เขาต้องใช้นิ้วในการชี้เลือกอาหารแต่ละอย่าง พอแม่ค้าเอ่ยปากชวนคุยตามประสา เขาก็ได้แต่ยิ้มรับและรับฟังเหมือนเช่นตอนที่คุยกับดารันตร์ พออีกฝ่ายถามความเห็น กันต์กวีก็ทำได้แค่ส่ายหัวหรือพยักหน้าเท่านั้น

            ...เป็นสภาพที่น่าอนาถอย่างไรชอบกล

            ขณะที่กันต์กวีกำลังอยู่ในสภาวะกระอักกระอ่วนใจเพราะไม่รู้ว่าจะพาตัวเองออกไปจากสถานการณ์ตอนนี้ได้อย่างไร เสียงทุ้มก็เอ่ยเรียกชื่อเขา

            “ครูกวี...”

            เขาหันขวับไปยังที่มาของเสียงในทันใด รู้สึกเหมือนเสียงสวรรค์ลงมาโปรดอย่างไรอย่างนั้น

            และเจ้าของเสียงก็คือ นายก้าวกาญจ์ เล็งไกรศรนั่นเอง

 

 

 

- 3 -

 

กันต์กวีกำลังนั่งทานอาหารกลางวันอยู่กับก้าวกาญจ์ 

            การที่ต้องนั่งทานข้าวกับครูเทคโนโลยีเพียงสองคนทำให้กันต์กวีเริ่มจะคิดแล้วว่า บางทีการเจออีกฝ่ายในเวลานี้อาจไม่ใช่เรื่องดีอย่างที่คิดในตอนแรกก็ได้

            เหตุผลหมายเลขหนึ่ง เขารู้สึกได้ถึงสายตาของนักเรียนสาวสองสามคนที่จับจ้องไม่วางตา แถมด้วยอาการขยับเคลื่อนไหวเข้าหากันของพวกหล่อน และท่าทางคล้ายกระซิบกระซาบที่ทำให้เขารู้สึกขนลุกไปทั้งตัว

            เหตุผลหมายเลขสอง ...การอยู่ด้วยกันเพียงสองคนในพื้นที่จำกัด หมายความว่า เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสนทนากับก้าวกาญจ์ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม

            และนั่นจะทำให้ก้าวกาญจ์รู้ว่าตอนนี้เขาไม่มีเสียงจะพูด

            ครึ่งวันที่ผ่านมา กันต์กวีพยายามสุดความสามารถที่จะหลีกเลี่ยงการสนทนากับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ เพราะเขาไม่อยากให้ทุกคนรู้ว่าเขาไม่มีเสียงและเป็นห่วง ชายหนุ่มรู้สึกว่าเขาชักจะขยันหาเรื่องวุ่นวายมาให้คนอื่นได้ไม่หยุดหย่อนมากเกินไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงปิดเรื่องที่เขาไม่มีเสียงเป็นความลับจากทุกคน

            สงสัยความลับจะได้แตกดังโพละก็ตอนนี้...

            “...ครูกวีหนาวเหรอครับ” คำถามดังกล่าวออกมาจากปากของก้าวกาญจ์ คาดว่าคงเป็นเพราะเห็นกันต์กวีสวมเสื้อกันหนาวตัวหนามาทำงานได้หลายวันแล้ว

            เขาพยักหน้ารับ

            “แต่ใส่แบบนั้นทั้งวัน... ไม่ร้อนเหรอครับ”

            เขาส่ายหัว

            “ครูกวีนี่ทนร้อนน่าดูนะครับ...”

            เขายิ้มรับ

            ก้าวกาญจ์มองกิริยาของเขาแล้วก็หรี่ตา สีหน้ายังคงราบเรียบ แต่กันต์กวีคิดว่าก้าวกาญจ์คงจะกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่างอยู่แน่ๆ

            “ครูกวี...”

            เขายังคงฉีกยิ้ม ทั้งๆ ที่เหงื่อเย็นเริ่มไหลซึมตามฝ่ามือที่ถือช้อนส้อมค้างไว้

            “ทำไมถึงไม่พูดล่ะครับ?”

            ความเงียบอันน่าอึดอัดพุ่งเข้าโจมตีภายหลังประโยคคำถามดังกล่าวถูกปล่อยออกมาในทันใด

            กันต์กวีเงียบ เขากำลังครุ่นคิด ครุ่นคิด และครุ่นคิดอย่างหนัก... จนสุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจ หยิบสมุดพกประจำตัวขึ้นมาตวัดปลายปากกาลงไปบนหน้ากระดาษว่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งสมุดเล่มนั้นไปให้ก้าวกาญจ์อ่าน

 

ผมไม่มีเสียงครับ 

 

            คนตรงหน้ายังคงมองหน้าเขา ท่าทางคล้ายยังไม่เข้าใจพร้อมกับส่งสมุดคืนให้

            กันต์กวีขยับปาก เขาพยายามเปล่งเสียง แต่สิ่งที่ออกมาจากลำคอกลับเป็น...

            “ผ... ไม...”

            พูดยังไม่ทันได้ถึงครึ่งของประโยคที่ตั้งใจ กันต์กวีก็ต้องรีบปิดปากสนิท รับไม่ได้กับเสียงขาดๆ หายๆ และสุดแสนจะแหบแห้งของตัวเอง ทั้งยังรู้สึกได้ถึงความร้อนที่พุ่งขึ้นมารวมตัวกันที่ใบหน้าด้วยความประหม่า

            ก้าวกาญจ์ยังคงมีสีหน้านิ่งสนิทขณะเอ่ย “...เสียงแหบเสน่ห์ดีนะครับ”

            เท่านั้น ใบหน้าของกันต์กวีก็ยิ่งร้อนผ่าวกว่าเดิม

            โดนแกล้งนี่นา!

 

 

 

- 4 -

 

กันต์กวีตัดสินใจตามก้าวกาญจ์ไปที่ห้องคอมพิวเตอร์ 

            ไหนๆ ตอนนี้อีกฝ่ายก็รู้เรื่องที่เขาไม่มีเสียงไปแล้ว ถ้าเขาจะเงียบไม่พูดไม่จาอะไรกับก้าวกาญจ์ก็คงจะไม่เป็นเรื่องที่เสียมารยาทจนเกินไปเท่ากับไปนั่งอยู่กับครูคนอื่นๆ โดยไม่เปิดปากแม้แต่มิลลิเมตรเดียว

            ด้วยเหตุนั้น ตอนนี้เขาจึงนั่งอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่งและใช้เวลาไปกับการแปลงานนอกที่รับมาทำยามว่าง

            ขณะที่กันต์กวีกำลังนั่งอ่านข้อมูลวิชาการภาษาอังกฤษเพื่อใช้ประกอบความเข้าใจในการแปล หน้าต่างโปรแกรมสนทนาออนไลน์ที่เขาลงชื่อเข้าใช้ทิ้งไว้ก็เด้งขึ้นมา

            และผู้ทักก็คือ ก้าวกาญจ์ เล็งไกรศร

            เขาหันขวับไปทางก้าวกาญจ์ที่นั่งอยู่หน้าห้อง แต่เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์ปิดบังใบหน้าของเขาเอาไว้ กันต์กวีจึงมองไม่เห็นสีหน้าท่าทางของอีกฝ่าย

            ครูอังกฤษใช้เวลาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจเปิดหน้าต่างนั้นขึ้นมา    

 

 

 

            เอซ:     ...

            กวี:       ...มีอะไรหรือเปล่าครับ?

            เอซ:     สงสัย...

            กวี:       ครับ?

            เอซ:     ว่า พี่กับน้องของครูกวีไม่รู้เรื่องที่ครูกวีป่วยเหรอครับ...

            กวี:       …ไม่รู้ครับ

            เอซ:     ...มิน่า

            เอซ:     ถึงยังมาทำงานได้อยู่...

            กวี:       ถึงจะรู้แล้วพยายามห้ามไม่ให้ผมมาทำงาน

            กวี:       ผมก็จะดื้อมาทำงานให้ได้นั่นแหละครับ

            เอซ:     …หืม

            เอซ:     แต่มาแล้ว ก็สอนนักเรียนไม่ได้นี่ครับ...

            กวี:       ส...สอนได้นะครับ

            กวี:       อย่างเมื่อเช้า ผมก็เปิดซีดีให้นักเรียนฟังแทน

            กวี:       แล้วก็เอาเวลาที่เหลือให้นักเรียนจับคู่กันแต่งบทสนทนาเตรียมสอบอาทิตย์หน้า

            เอซ:     …

            เอซ:     แต่นักเรียน ก็คงจะอยากฟังเสียงครูสอนมากกว่านะครับ

            กวี:       …

            กวี:       ผมก็คิดว่าแบบนั้นแหละครับ

            กวี:       แต่ผมก็ไม่มีเสียง แล้วก็ไม่อยากจะรบกวนครูคนอื่นด้วย...

            เอซ:     แต่มันก็ เป็นเรื่องจำเป็นนี่ครับ

            กวี:       ...นั่นสินะครับ

            กวี:       …

            กวี:       ...เอซครับ

            เอซ:     ?

            กวี:       บ่ายนี้... ผมฝากเอซช่วยดูแลคาบอังกฤษพื้นฐานคาบสุดท้ายหน่อยได้มั้ยครับ

            เอซ:     อืม...

            กวี:       ขอบคุณมากครับ

 

 

 

            ไม่มีถ้อยความตอบกลับมาจากอีกฝ่ายหลังจากนั้นอีก กันต์กวีจึงคิดไปว่าบางทีก้าวกาญจ์คงหมดข้อสงสัยแล้วและนอนอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ไปเสียแล้วกระมัง คิดเช่นนั้นกันต์กวีจึงปิดหน้าต่างโปรแกรมสนทนาออนไลน์แล้วกลับไปให้ความสนใจกับงานของตัวเองอีกครั้ง

            เขามัวแต่สนใจกับงานจนไม่ได้รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวจึงบุคคลร่วมห้องเลยแม้แต่น้อย

            รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เงาร่างของอีกฝ่ายทาบทับลงมาโดนตัวเขา กันต์กวีจึงเบือนสายตาไปหาก้าวกาญจ์

            เขาพบว่าใบหน้าของก้าวกาญจ์อยู่ห่างจากเขาไม่มากเท่าไรนัก แต่กันต์กวีก็เริ่มจะชินกับเหตุการณ์เช่นนี้เสียแล้ว เขาจึงเพียงแต่สบตาอีกฝ่ายแทบไม่กระพริบ และขยับปากช้าๆ “ม...”

            “ผมไปช่วยดูแลนักเรียนให้กวีได้ครับ...”

            ก้าวกาญจ์เว้นช่วง ดวงตาเรียวสบกับนัยน์ตาสีนิลของอีกคนมั่น

            “แต่คงต้องมีค่าตอบแทนสักหน่อย...”

            “อ...”

 

 

 

 

แล้วห้องคอมก็ตกอยู่ในความเงียบงัน 

 

---------------------------------------------...

สรุป
- ลมหนาวมา กันต์กวีป่วย
- เสียงหาย หายแบบพูดไม่ได้เลยฮะ เพราะพูดออกมาแล้วฟังไม่รู้เรื่อง
- พอดีว่าเช้านั้นมาโรงเรียนเอง ไม่ได้พูดกับใครก่อนออกจากบ้านเลยไม่รู้ตัว มารู้เอาตอนจะทักครูนัด
- ครูเอซรู้เข้า
- กวีเลยฝากครูเอซดูแลคาบสุดท้ายให้หน่อย
- แต่ต้องมีค่าตอบแทน?

-----------------------------------------------...

ตั้งใจจะลงเนื่องในวันที่ 10.11.10 ฮะ แต่ไม่ทัน...
แต่อย่างน้อยก็กดจองวันไว้นะฮะ ๕๕๕

อนึ่ง ผปค.กกว.เสียงหายบ่อยมากฮะ
เวลาเสียงหายทีต้องหยิบกระดาษขึ้นมาเขียนที เป็นอะไรที่ทรมานมาก
พอเปิดปากพูดก็โดนแกล้งแซวทันทีเลยด้วย... ;w;

รีบปั่นมาก ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องก็ขออภัยด้วยนะฮะ
บอกได้เลยด้วยเน้อออ จะได้แก้ฮะ ;w;

 ...แล้วพบกันใหม่ฮะ! :D

------------------------------------------------...

 


 

- ส่งท้าย -

 

กันต์กวีกำลังเดินกลับห้องพักครู

            หลังจากที่ทำการฝากคาบสุดท้ายไว้กับก้าวกาญจ์เป็นที่เรียบร้อย กันต์กวีก็คิดว่าเขาคงจะเก็บของและตรงกลับบ้าน ไปพักผ่อนรักษาตัวให้หาย เพื่อที่จะได้กลับมาทำหน้าที่สอนอย่างเต็มความสามารถต่อไป

            เขาพยายามคุมความคิดของตัวเองไว้ที่การสอนและการกลับบ้าน

            แต่ทุกครั้งสมองก็ไพล่ไปคิดถึงบทสนทนาของเขากับก้าวกาญจ์เรื่อยไป

 

 

 

“แต่คงต้องมีของตอบแทนสักหน่อย...”

“อ...”

ก้าวกาญจ์ขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น บรรยากาศประหลาดที่โรยตัวบางๆ ทำให้ใบหน้าของกันต์กวีเริ่มขึ้นสีจัดอีกคราตามประสาคนหน้าแดงง่าย 

“อ... อะไร... ครับ...”

เขาเค้นเสียงออกมาด้วยความยากลำบาก เพราะการพูดแต่ละครั้งในเวลานี้สำหรับเขาแล้วเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามและกำลังอย่างมาก หากเขาคิดจะให้คนอื่นเข้าใจ 

“นั่นสินะครับ...”

“เอซ...”

 

 

 

“กวีคิดว่าผมอยากได้อะไรล่ะครับ”

 

 

 

            ถามแบบนั้นแล้วใครจะไปรู้ได้!

            แถมสุดท้ายก็สรุปว่าเขาต้องไปช่วยก้าวกาญจ์ทำความสะอาดบ้านอีกครั้งในวันเสาร์นี้เป็นการตอบแทนเท่านั้นแหละ

            กับแค่จะให้ไปช่วยทำความสะอาด พูดออกมาดีๆ เลยจะไม่ได้หรือไงนะ!

            กันต์กวีบ่นงึมงำระหว่างทางเดินกลับห้องพักครู พาลใส่ก้าวกาญจ์ที่อันที่จริงก็ไม่ได้ทำอะไรผิดสักอย่าง แต่ที่หงุดหงิดที่สุดก็คือหัวใจเจ้ากรรมของเขานั่นแหละ

            ทั้งที่คิดว่าตัวเองคงชินกับพฤติกรรมแบบนั้นของก้าวกาญจ์แล้ว

            แต่สุดท้าย เขาก็ยังคงใจเต้นแรงเหมือนจะหลุดออกมานอกอกทุกครั้งที่อีกฝ่ายทำตัวแบบในห้องพักครูเมื่อครู่นี้

            แล้วทำไมเขาถึงต้องใจเต้นด้วย...?


ต้องเป็นเพราะหวัดแน่ๆ ...บ้าชะมัด... 

 

 

            กันต์กวีสรุปกับตัวเองเสร็จสรรพ ก่อนจะสะบัดไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากหัวและมุ่งหน้าตรงไปห้องพักครูโดยไม่สนใจเรื่องของก้าวกาญจ์อีกต่อไป

 

 

 

 

บางที สิ่งที่ลมหนาวพัดมา อาจไม่ได้มีเพียงแค่อาการป่วยไข้เท่านั้นก็ได้นะ... 

?

 

 

 


Comment

Comment:

Tweet

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ช่วยผสมโรงเสียงกรีดร้องให้ดังกระหึ่มยิ่งขึ้น
คะ คู่นี้มัน...

เอิ๊กอ๊าก หัวเราะคลั่ง

นั่นสินะ จะหน้าแดงทำไมคะครูกวีcry

#3 By mutsuki on 2010-11-23 12:22

ขอ...

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

สครีมให้ลั่นซอยสักทีเถอะค่ะ เสี้ยน 1110มานานมากแล้ว ได้เสพทีนี่เหมือนขึ้นสวรรค์ 555

ชอบบรรยากาศในฟิคของท่านวินน์มากๆเลยค่ะ มันเรียบๆ เรื่อยๆ นุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยรสหวานอบอวลในความสงบนิ่งโดยรอบ

แต่ตอนครูเอซรุกนี่แบบ... ขอกรี๊ดทีเหอะ พ่อหมีค้าาาาาาา รุกได้เงียบกริบแต่ทรงอานุภาพสุดๆ โดยเฉพาะมุกค่าตอบแทนนั่น ตอนถามครูกวีว่า แล้วครูกวีคิดว่าผมอยากได้อะไรล่ะครับ นี่ถึงกับกลั้นลมหายใจรอคำตอบเลยนะนั่น กร๊ากกกกกก เจอแบบนั้นเข้าไปจะไม่ให้ครูกวีหน้าแดงยังไงไหว

ชอบตอนจบมากๆเลยค่ะ ตอนครูกวีรู้สึกว่าหัวใจเต้นแปลกๆ ปฏิเสธคุณตรัยของอิชั้น(?)ไปแล้วหันมาซบอกพ่อหมีแทนก็ดีนะคะ อิชั้นให้อภัยได้ 555

ประโยคจบนี่ตบกลับมาที่ชื่อเรื่องได้เหนือความคาดหมาย จบไดดสวยงามากๆเลยค่ะ ชอบประโยคจบที่ทิ้งท้ายไว้นั่นมากมาย ขอกดlike รัวกระหน่ำ!!!!!

ขอบคุณนะคะที่ปั่นน้ำตาลมาให้เสพ มีเรี่ยวมีแรงไปสู้ชีวิตต่อแล้วค่ะ //ตะเบ๊ะ!!!

#2 By irindel on 2010-11-17 02:21

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

*ล้มลงไปนอนดิ้นแด ตายอย่างเป็นสุข*

ครูกวี๊~~ น่ารักเกินไปแล้วค่าาาาา

#1 By *Alyssa* on 2010-11-14 11:47